บทที่ 2
แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
2.1 แนวคิดพื้นฐาน
2.1.1 ชุดกิจกรรมการเรียนรู้
ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ คือสื่อการเรียนรู้ที่ถูกออกแบบและจัดระบบอย่างเป็นลำดับขั้น เพื่อให้ผู้เรียนสามารถศึกษา ค้นคว้า ฝึกปฏิบัติ และประเมินผลการเรียนรู้ของตนเองได้ (Sukdee, 2021) ชุดกิจกรรมไม่เพียงประกอบด้วยเอกสาร แต่ยังรวมถึงสื่อหลากหลายรูปแบบ เช่น เกม บัตรคำ สื่อจริง หรือสื่อดิจิทัล ซึ่งล้วนมีจุดประสงค์เพื่อกระตุ้นความสนใจและส่งเสริมการเรียนรู้เชิงรุก (Charoensuk, 2023) การออกแบบชุดกิจกรรมที่ดีจะยึดหลัก ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง คำนึงถึงความแตกต่างส่วนบุคคล ความสนใจ และรูปแบบการเรียนรู้ของนักเรียน (Tiwong, 2023) โดยเน้นกิจกรรมที่ให้นักเรียนได้ ลงมือปฏิบัติจริง เช่น การทดลอง การสำรวจ หรือการแก้ปัญหา เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการคิดและการประยุกต์ใช้ความรู้ (Singnakorn, 2022) นอกจากนี้ ชุดกิจกรรมควรมีการจัดลำดับเนื้อหาจากง่ายไปยาก มีคำแนะนำชัดเจน และมีกิจกรรมที่ท้าทายแต่ทำได้จริง เพื่อสร้างความรู้สึกประสบความสำเร็จและแรงจูงใจในการเรียนรู้ (Thongprasert, 2024) ชุดกิจกรรมมีความยืดหยุ่นสูง เหมาะกับการเรียนรู้รายบุคคลหรือกลุ่มเล็ก ๆ ช่วยให้ครูดูแลนักเรียนได้อย่างทั่วถึงและลดภาระในการเตรียมสื่อการสอน
2.1.2 Soft Power ของครู
Soft Power ของครู คืออิทธิพลเชิงบวกที่ครูมีต่อเจตคติ ความรู้สึก และแรงบันดาลใจในการเรียนรู้ของนักเรียน ซึ่งแตกต่างจากการใช้อำนาจบังคับ (Panyasing, 2023) อิทธิพลนี้เกิดขึ้นจากการที่ครูสร้างความสัมพันธ์ที่ดี แสดงความเข้าใจ เอาใจใส่ และเป็นแบบอย่างที่ดี ส่งผลให้นักเรียนเกิดความเชื่อมั่น ศรัทธา และพร้อมเปิดใจรับการเรียนรู้ ครูที่มี Soft Power จะสามารถสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการตั้งคำถาม การกล้าคิด และการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ โดยที่นักเรียนรู้สึกปลอดภัย (Phasuk, 2024) องค์ประกอบสำคัญของ Soft Power ได้แก่ ความเชี่ยวชาญในเนื้อหา ทักษะการสื่อสารและปฏิสัมพันธ์เชิงบวก ความเข้าใจในตัวนักเรียน (Prompramai, 2021) และ ความมุ่งมั่นกระตือรือร้นในการสอน ครูที่มี Soft Power จึงไม่ใช่แค่ผู้ถ่ายทอดความรู้ แต่เป็นผู้สร้างแรงบันดาลใจและกระตุ้นให้นักเรียนรักการเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในวิชาที่นักเรียนอาจรู้สึกยากอย่างคณิตศาสตร์ (Wongngam, 2024)
2.1.3 การมีส่วนร่วมของนักเรียนและการคิดวิเคราะห์
การมีส่วนร่วมของนักเรียน คือการที่นักเรียนแสดงออกถึงความสนใจ ความกระตือรือร้น และการลงมือปฏิบัติในกิจกรรมการเรียนการสอนอย่างเต็มที่ ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และสติปัญญา (Sinsiri, 2023) การมีส่วนร่วมครอบคลุมถึงการตั้งคำถาม การแสดงความคิดเห็น การอภิปราย การทำงานร่วมกัน และการสะท้อนความคิด ซึ่งส่งผลให้ความรู้คงทนและนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง ควบคู่กับการมีส่วนร่วมคือ การคิดวิเคราะห์ ซึ่งเป็นกระบวนการทางสติปัญญาที่ซับซ้อน ได้แก่ การตีความ การจำแนก การเชื่อมโยง การประเมิน และการสังเคราะห์ข้อมูลเพื่อหาข้อสรุปหรือแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างมีเหตุผล (Suksaen, 2021) ในวิชาคณิตศาสตร์ การคิดวิเคราะห์มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะคณิตศาสตร์เน้นการทำความเข้าใจแนวคิด การแก้ปัญหา และการให้เหตุผล การส่งเสริมการมีส่วนร่วมและการคิดวิเคราะห์ทำได้โดยใช้คำถามปลายเปิด จัดกิจกรรมที่ท้าทาย ใช้สื่อหลากหลาย และให้โอกาสนักเรียนนำเสนอความคิด ซึ่งจะช่วยให้นักเรียนเข้าใจคณิตศาสตร์ลึกซึ้งยิ่งขึ้นและพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาที่ซับซ้อน (Jomngam, 2024)
2.1.4 การคำนวณพื้นฐานในวิชาคณิตศาสตร์
การคำนวณพื้นฐาน คือความสามารถในการดำเนินการทางคณิตศาสตร์ขั้นพื้นฐานได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ และรวดเร็ว ซึ่งรวมถึงการบวก ลบ คูณ หาร ทั้งจำนวนเต็ม เศษส่วน และทศนิยม (Pangputtipong, 2023) ทักษะเหล่านี้เป็นรากฐานสำคัญสำหรับการเรียนรู้คณิตศาสตร์ระดับสูงขึ้นและการแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน หากนักเรียนขาดทักษะนี้จะส่งผลกระทบต่อความเข้าใจเนื้อหาคณิตศาสตร์อื่นๆ และอาจนำไปสู่ความท้อแท้ (Chaisorn, 2021) ปัญหาการคำนวณพื้นฐานมักเกิดจากการขาดความเข้าใจแนวคิด การขาดการฝึกฝน หรือการไม่เห็นความสำคัญ การแก้ไขปัญหาต้องอาศัยการจัดการเรียนรู้ที่เน้นความเข้าใจในหลักการมากกว่าการท่องจำ และสร้างบรรยากาศที่ส่งเสริมให้นักเรียนกล้าทำผิดพลาดและเรียนรู้จากข้อผิดพลาด (Sattabongkot, 2022) การทบทวนแนวคิด การฝึกฝนที่หลากหลาย และการนำเสนอโจทย์ปัญหาที่เชื่อมโยงกับชีวิตจริงหรือในรูปแบบเกม จะช่วยให้นักเรียนสนุกกับการคำนวณและพัฒนาทักษะได้อย่างยั่งยืน
2.2 ทฤษฎีและหลักการที่เกี่ยวข้อง
2.2.1 ทฤษฎีการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
ทฤษฎีการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ (Learner-Centered Approach) มีรากฐานมาจากแนวคิดของนักการศึกษาหลายท่าน อาทิ จอห์น ดิวอี้ (John Dewey) ซึ่งเน้นการเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติและประสบการณ์ตรง (Dewey, 1938) และ คาร์ล โรเจอร์ส (Carl Rogers) ที่เน้นความสำคัญของสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย เปิดกว้าง และเป็นกันเอง ซึ่งส่งเสริมการเรียนรู้จากภายใน (Rogers, 1969) หลักการสำคัญของทฤษฎีนี้คือ การให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางของกระบวนการเรียนรู้ โดยครูมีบทบาทเป็นผู้เอื้ออำนวย (facilitator) หรือโค้ช (coach) ที่คอยให้คำแนะนำ สนับสนุน และจัดหาแหล่งเรียนรู้ที่เหมาะสม (Wichian, 2020) การเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้ดีที่สุดเมื่อผู้เรียนมีความสนใจ มีแรงจูงใจภายใน และได้มีส่วนร่วมในการกำหนดเป้าหมายและวิธีการเรียนรู้ของตนเอง ทฤษฎีนี้เน้นให้ผู้เรียนได้คิดวิเคราะห์ แก้ปัญหา และสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง ซึ่งสอดคล้องกับการพัฒนาทักษะในศตวรรษที่ 21
2.2.2 แนวคิดการจัดการเรียนรู้ที่กระตุ้นการคิด
แนวคิดการจัดการเรียนรู้ที่กระตุ้นการคิดมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะการคิดระดับสูงของผู้เรียน โดยไม่จำกัดอยู่เพียงการท่องจำหรือทำความเข้าใจเนื้อหาเท่านั้น แต่รวมถึงการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ ประเมินค่า และสร้างสรรค์สิ่งใหม่ (Bloom, 1956) การจัดการเรียนรู้ลักษณะนี้มักใช้ คำถามปลายเปิด ที่ท้าทายความคิด สถานการณ์ปัญหา ที่ให้นักเรียนได้ลงมือแก้ไข การอภิปรายกลุ่ม เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และ การสะท้อนคิด เพื่อให้ผู้เรียนได้ทบทวนและประเมินกระบวนการคิดของตนเอง (Jomngam, 2024) แนวคิดนี้ยังสอดคล้องกับทฤษฎี Constructivism หรือการสร้างความรู้ด้วยตนเอง ที่มองว่าผู้เรียนสร้างความรู้ความเข้าใจจากประสบการณ์และการปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม (Piaget, 1954; Vygotsky, 1978) การจัดการเรียนรู้ที่กระตุ้นการคิดจึงไม่ใช่แค่การสอนเนื้อหา แต่เป็นการสอนให้นักเรียนรู้จักคิดอย่างมีระบบ มีเหตุผล และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการแก้ปัญหาได้จริง
2.2.3 แนวคิดการพัฒนาทักษะคณิตศาสตร์
แนวคิดการพัฒนาทักษะคณิตศาสตร์ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเรียนรู้เนื้อหาและสูตร แต่เน้นการสร้างความเข้าใจใน แนวคิดพื้นฐาน การพัฒนา ทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์ และการนำความรู้ไป ประยุกต์ใช้ในการแก้ปัญหา (National Council of Teachers of Mathematics, 2000) การพัฒนาทักษะคณิตศาสตร์ที่ดีควรเริ่มจากการสร้างพื้นฐานการคำนวณที่แข็งแกร่ง (Pangputtipong, 2023) และส่งเสริมความสามารถในการคิดเชิงนามธรรม การให้เหตุผล การเชื่อมโยงความรู้ และการสื่อสารแนวคิดทางคณิตศาสตร์อย่างชัดเจน การใช้ สื่อการสอนที่หลากหลาย ทั้งรูปธรรมและนามธรรม เช่น เกม แบบจำลอง หรือสถานการณ์จำลอง จะช่วยให้นักเรียนเห็นภาพและเข้าใจแนวคิดที่ซับซ้อนได้ง่ายขึ้น (Sattabongkot, 2022) นอกจากนี้ การเปิดโอกาสให้นักเรียนได้แก้ปัญหาด้วยวิธีการที่หลากหลาย และการส่งเสริมการทำงานร่วมกัน จะช่วยพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ การสื่อสาร และการทำงานเป็นทีม ซึ่งเป็นทักษะสำคัญในการเรียนรู้คณิตศาสตร์และนำไปใช้ในชีวิตจริง
2.3 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องและกรอบแนวคิด
2.3.1 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับชุดกิจกรรมและนวัตกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์
งานวิจัยที่ผ่านมาจำนวนมากได้ชี้ให้เห็นถึงประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมและนวัตกรรมการเรียนรู้ในการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสนใจในวิชาคณิตศาสตร์ ตัวอย่างเช่น งานวิจัยของ Chaiwong (2020) ที่ศึกษาผลสัมฤทธิ์และความพึงพอใจในการเรียนคณิตศาสตร์โดยใช้เกมเป็นฐาน พบว่านักเรียนมีความสนใจและผลสัมฤทธิ์ดีขึ้น และงานของ Thanomthin (2022) ที่พัฒนาชุดกิจกรรมคณิตศาสตร์ตามแนวคิด STEM Education เรื่องรูปเรขาคณิตสามมิติ พบว่าช่วยพัฒนาความเข้าใจของนักเรียนได้ การวิจัยเหล่านี้เป็นเครื่องยืนยันว่าการออกแบบนวัตกรรมที่น่าสนใจและเหมาะสมกับวัย สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้คณิตศาสตร์ได้จริง (Singnakorn, 2022) โดยเฉพาะชุดกิจกรรมที่เน้นการปฏิบัติจริงและการแก้ปัญหา
2.3.2 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ Soft Power ของครูและการมีส่วนร่วมของผู้เรียน
บทบาทของครูในการสร้างบรรยากาศการเรียนรู้และการกระตุ้นนักเรียนเป็นสิ่งที่งานวิจัยหลายชิ้นให้ความสำคัญ โดยเฉพาะแนวคิด Soft Power งานวิจัยของ Panyasing (2023) ได้เน้นย้ำถึงบทบาทของ Soft Power ในการพัฒนาการศึกษา ซึ่งชี้ให้เห็นว่าอิทธิพลเชิงบวกของครูส่งผลโดยตรงต่อการเรียนรู้ของนักเรียน นอกจากนี้ การศึกษาเรื่องการมีส่วนร่วมของนักเรียนยังพบว่า เมื่อนักเรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้ พวกเขามีแนวโน้มที่จะพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ได้ดีขึ้น (Sinsiri, 2023; Jomngam, 2024) งานวิจัยเหล่านี้จึงเป็นพื้นฐานสำคัญในการออกแบบบทบาทของครูผู้สอนในการใช้ชุดกิจกรรม "คณิตคิดนอกกรอบ" เพื่อเพิ่ม Soft Power และกระตุ้นการมีส่วนร่วมของนักเรียน
2.3.3 กรอบแนวคิดในการวิจัย
การวิจัยเรื่อง "การวิจัยและพัฒนาชุดกิจกรรม 'คณิตคิดนอกกรอบ' เพื่อเสริมสร้าง Soft Power ของครูในการกระตุ้นการมีส่วนร่วมและการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านจำปุย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 1" มีกรอบแนวคิดที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่าง ตัวแปรต้น และ ตัวแปรตาม ดังภาพประกอบด้านล่าง
ตัวแปรต้น
1. ชุดกิจกรรม "คณิตคิดนอกกรอบ"
นี่คือนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นโดยเน้นการเรียนรู้แบบผู้เรียนเป็นศูนย์กลางและกระตุ้นการคิดนอกกรอบ กิจกรรมต่างๆ ในชุดนี้จะมีความหลากหลาย เน้นการปฏิบัติจริง การแก้ปัญหาที่เชื่อมโยงกับชีวิตประจำวัน และการใช้บริบทท้องถิ่น เพื่อกระตุ้นความสนใจและความท้าทายทางคณิตศาสตร์ให้กับนักเรียน
2. Soft Power ของครูผู้สอน
หมายถึงอิทธิพลเชิงบวกที่ครูมีต่อทัศนคติ ความรู้สึก และแรงบันดาลใจในการเรียนรู้คณิตศาสตร์ของนักเรียน ซึ่งรวมถึงบุคลิกที่น่าเชื่อถือ การสร้างแรงบันดาลใจ บรรยากาศที่เป็นกันเอง การให้กำลังใจ และการช่วยเหลือที่เหมาะสม สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ดึงดูดความสนใจและการมีส่วนร่วมของนักเรียน
ตัวแปรตาม
1. การมีส่วนร่วมในการเรียนรู้คณิตศาสตร์ของนักเรียน
เราจะวัดจากการที่นักเรียนแสดงออกถึงความกระตือรือร้นในการทำกิจกรรม การตั้งคำถาม การตอบคำถาม การแสดงความคิดเห็น การทำงานร่วมกับผู้อื่น และความสนใจในบทเรียนคณิตศาสตร์
2. ทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักเรียน
เราจะประเมินจากความสามารถของนักเรียนในการจำแนก จัดกลุ่ม เปรียบเทียบ เชื่อมโยง ประเมินค่า และสรุปข้อมูลทางคณิตศาสตร์เพื่อหาคำตอบหรือแนวทางแก้ไขปัญหา รวมถึงการคิดอย่างมีเหตุผลและเป็นระบบ
3. ความสามารถในการคำนวณพื้นฐานของนักเรียน
เราจะวัดจากผลการปฏิบัติงานหรือผลการทดสอบที่แสดงให้เห็นถึงความแม่นยำและความถูกต้องในการดำเนินการทางคณิตศาสตร์ขั้นพื้นฐาน เช่น การบวก ลบ คูณ หาร จำนวนเต็ม เศษส่วน และทศนิยม
4. เจตคติและความสนใจในการเรียนรู้คณิตศาสตร์ของนักเรียน
เราจะประเมินจากความรู้สึกเชิงบวก ความพึงพอใจ และความกระตือรือร้นของนักเรียนที่มีต่อวิชาคณิตศาสตร์และกิจกรรมการเรียนรู้ที่ได้รับ
กรอบแนวคิดในการวิจัย
คำอธิบายกรอบแนวคิด
กรอบแนวคิดนี้แสดงให้เห็นว่า ชุดกิจกรรม "คณิตคิดนอกกรอบ" ที่เราพัฒนาขึ้น และ Soft Power ของครูผู้สอน จะเป็นปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อ กระบวนการจัดการเรียนรู้ ในห้องเรียน เมื่อกระบวนการเรียนรู้ได้รับการออกแบบและนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกใน ตัวแปรตาม ทั้งด้านการมีส่วนร่วม ทักษะการคิดวิเคราะห์ ความสามารถในการคำนวณพื้นฐาน รวมถึงเจตคติและความสนใจในการเรียนรู้คณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านจำปุย ท้ายที่สุดแล้ว การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะนำไปสู่ ผลลัพธ์การเรียนรู้ที่ดีขึ้น ของนักเรียนโดยรวม