แชร์หน้านี้
อ่านแล้ว 322 ครั้ง

ข้อมูลนวัตกรรม
การวิจัยและพัฒนาชุดกิจกรรม
SoftPower
ประถมศึกษา
คณิตศาสตร์
ข้อมูลผู้พัฒนา
นางสาวสุรีย์รัตน์ อินทิยศ
ครู
บ้านจำปุย
คณิตศาสตร์
0938525855
fernny915@gmail.com
บทคัดย่อ/บทสรุป

บทคัดย่อ

ชื่อเรื่อง: การวิจัยและพัฒนาชุดกิจกรรม "คณิตคิดนอกกรอบ" เพื่อเสริมสร้าง Soft Power ของครูในการกระตุ้นการมีส่วนร่วมและการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านจำปุย

การวิจัยและพัฒนาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาและหาคุณภาพของชุดกิจกรรม "คณิตคิดนอกกรอบ" และ 2) เพื่อศึกษาผลของการใช้ชุดกิจกรรมร่วมกับการใช้ Soft Power ของครู ที่มีต่อความสามารถในการคำนวณพื้นฐาน ทักษะการคิดวิเคราะห์ การมีส่วนร่วม และเจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียน    กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านจำปุย ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 4 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยและพัฒนา (R&D) ที่ใช้กระบวนการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน (Action Research) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) ชุดกิจกรรม "คณิตคิดนอกกรอบ" 2) แผนการจัดการเรียนรู้ 3) แบบทดสอบวัดความสามารถในการคำนวณพื้นฐาน 4) แบบวัดทักษะการคิดวิเคราะห์ 5) แบบสังเกตพฤติกรรมการมีส่วนร่วม และ 6) แบบสอบถามเจตคติ การวิเคราะห์ข้อมูล   เชิงปริมาณใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบ Wilcoxon Signed-Rank Test ส่วนข้อมูล      เชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา

ผลการวิจัยพบว่า:

  1. ชุดกิจกรรม "คณิตคิดนอกกรอบ" ที่พัฒนาขึ้นมีคุณภาพโดยรวมอยู่ในระดับดีมาก (xˉ = 4.88)
  2. หลังการทดลอง นักเรียนมีความสามารถในการคำนวณพื้นฐานสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
  3. นักเรียนมีทักษะการคิดวิเคราะห์ผ่านเกณฑ์ที่กำหนดทุกคน และมีพฤติกรรมการมีส่วนร่วมในชั้นเรียนเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน
  4. นักเรียนมีเจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (xˉ = 4.69)

สรุปได้ว่าความสำเร็จเกิดจากการทำงานร่วมกันระหว่างชุดกิจกรรม "คณิตคิดนอกกรอบ" ที่กระตุ้นการเรียนรู้เชิงรุก และการใช้ Soft Power ของครูที่ช่วยสร้างบรรยากาศการเรียนรู้เชิงบวก ซึ่งส่งผลให้นักเรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งในด้านทักษะและเจตคติอย่างเป็นรูปธรรม

คำสำคัญ: ชุดกิจกรรม, Soft Power, การคิดวิเคราะห์, การคำนวณพื้นฐาน, การวิจัยและพัฒนา

 

หลักการและเหตุผล

บทนำ

การพัฒนาคุณภาพการศึกษาในศตวรรษที่ 21 มีความจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับยุคดิจิทัลและการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำแนวคิด Soft Power หรือพลังอ่อนมาประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนรู้ เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันและพัฒนาศักยภาพของนักเรียนให้เต็มตามความสามารถ (กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา, 2566) Soft Power ในบริบททางการศึกษาหมายถึงความสามารถของครูในการใช้เสน่ห์ ความน่าเชื่อถือ และความสร้างสรรค์ในการดึงดูดและจูงใจนักเรียนให้เกิดการเรียนรู้อย่างแท้จริง โดยไม่ต้องอาศัยอำนาจบังคับหรือการลงโทษ

ในปัจจุบัน รัฐบาลไทยได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนา Soft Power ด้านการศึกษาเป็นอย่างมาก โดยมุ่งเน้นการสร้างนวัตกรรมการจัดการศิลปวัฒนธรรม แฟชั่น อาหาร ดิจิทัลและสื่อสร้างสรรค์ รวมถึงการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์และการพัฒนาขยายผลสู่ชุมชนอย่างยั่งยืน (กระทรวงศึกษาธิการ, 2567) การนำ Soft Power มาใช้ในการเรียนการสอนจึงกลายเป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่หลายประเทศทั่วโลกให้ความสำคัญ เนื่องจากสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อการพัฒนาทักษะ ทุนมนุษย์ และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (EduinThai, 2567)

วิชาคณิตศาสตร์ในระดับประถมศึกษาถือเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะส่งผลต่อการเรียนรู้ในระดับที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม นักเรียนหลายคนมักมีทัศนคติเชิงลบต่อวิชาคณิตศาสตร์ และมีพฤติกรรมที่ไม่เอื้อต่อการเรียนรู้ เช่น การขาดความสนใจ การไม่มีส่วนร่วม และการหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรม ดังนั้น การพัฒนานวัตกรรมการสอนที่เน้นการเสริมสร้าง Soft Power ของครูจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการพัฒนาศักยภาพของนักเรียน

การวิจัยในชั้นเรียนเป็นกระบวนการที่ครูใช้ในการศึกษาและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในชั้นเรียนของตนเอง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน (ครูเชียงราย, 2565) งานวิจัยในชั้นเรียนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนานวัตกรรมการสอนคณิตศาสตร์ได้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการใช้รูปแบบการเรียนรู้ที่หลากหลาย เช่น การใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้แบบ 5Es การจัดการเรียนรู้โดยใช้ P3R Model และการใช้สื่อการสอนที่เหมาะสม (โรงเรียนบ้านโป่งวิทยาคม, 2565)

โรงเรียนบ้านจำปุย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปางเขต 1 จังหวัดลำปาง เป็นโรงเรียนขนาดเล็กที่มีบริบทและสภาพแวดล้อมเฉพาะ ซึ่งต้องการการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่เหมาะสมกับบริบทของท้องถิ่น จากการศึกษาสภาพปัญหาพบว่า นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในโรงเรียนแห่งนี้มีปัญหาด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการคำนวณพื้นฐานซึ่งพบว่ามีนักเรียนร้อยละ 30 ที่ยังมีปัญหาด้านการคำนวณพื้นฐาน เช่น การบวก การลบ การคูณ และการหาร ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นสำหรับการเรียนรู้คณิตศาสตร์ในระดับที่สูงขึ้น นอกจากนี้ นักเรียนยังมีความหลากหลายทั้งในด้านความสามารถทางการเรียน ความสนใจ และพฤติกรรมการเรียนรู้ ซึ่งสะท้อนถึงความจำเป็นในการพัฒนานวัตกรรมการสอนที่สามารถตอบสนองความต้องการของนักเรียนแต่ละคนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จากการศึกษาบริบทและปัญหาที่เกิดขึ้นในการจัดการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์ระดับประถมศึกษาปีที่ 6 ผู้วิจัยจึงเห็นความสำคัญในการพัฒนานวัตกรรมการสอนที่เน้นการเสริมสร้าง Soft Power ของครู โดยมุ่งเน้นการสร้างปฏิสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างครูและนักเรียน การใช้เทคนิคการสอนที่สร้างแรงจูงใจ และการพัฒนาบรรยากาศชั้นเรียนที่เอื้อต่อการเรียนรู้ เพื่อศึกษาผลกระทบต่อพฤติกรรมของนักเรียนในชั้นเรียน ซึ่งจะเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับการพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนและเป็นแนวทางในการขยายผลไปยังสถานศึกษาอื่นๆ ที่มีบริบทคล้ายคลึงกันต่อไป

วัตถุประสงค์

วัตถุประสงค์การวิจัย

เพื่อพัฒนานวัตกรรมการสอนที่เสริมสร้าง Soft Power ของครูในการจัดการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านจำปุย (ผลผลิต)

เพื่อศึกษาผลกระทบของนวัตกรรมการสอนที่เสริมสร้าง Soft Power ของครูต่อพฤติกรรมการเรียนรู้และความสามารถในการคำนวณพื้นฐานของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านจำปุย (ผลลัพธ์)

แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง

บทที่ 2

แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

 

2.1 แนวคิดพื้นฐาน

     2.1.1 ชุดกิจกรรมการเรียนรู้

   ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ คือสื่อการเรียนรู้ที่ถูกออกแบบและจัดระบบอย่างเป็นลำดับขั้น เพื่อให้ผู้เรียนสามารถศึกษา ค้นคว้า ฝึกปฏิบัติ และประเมินผลการเรียนรู้ของตนเองได้ (Sukdee, 2021) ชุดกิจกรรมไม่เพียงประกอบด้วยเอกสาร แต่ยังรวมถึงสื่อหลากหลายรูปแบบ เช่น เกม บัตรคำ สื่อจริง หรือสื่อดิจิทัล     ซึ่งล้วนมีจุดประสงค์เพื่อกระตุ้นความสนใจและส่งเสริมการเรียนรู้เชิงรุก (Charoensuk, 2023) การออกแบบชุดกิจกรรมที่ดีจะยึดหลัก ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง คำนึงถึงความแตกต่างส่วนบุคคล ความสนใจ และรูปแบบการเรียนรู้ของนักเรียน (Tiwong, 2023) โดยเน้นกิจกรรมที่ให้นักเรียนได้ ลงมือปฏิบัติจริง เช่น การทดลอง การสำรวจ หรือการแก้ปัญหา เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการคิดและการประยุกต์ใช้ความรู้ (Singnakorn, 2022) นอกจากนี้ ชุดกิจกรรมควรมีการจัดลำดับเนื้อหาจากง่ายไปยาก มีคำแนะนำชัดเจน และมีกิจกรรมที่ท้าทายแต่ทำได้จริง เพื่อสร้างความรู้สึกประสบความสำเร็จและแรงจูงใจในการเรียนรู้ (Thongprasert, 2024)           ชุดกิจกรรมมีความยืดหยุ่นสูง เหมาะกับการเรียนรู้รายบุคคลหรือกลุ่มเล็ก ๆ ช่วยให้ครูดูแลนักเรียนได้อย่างทั่วถึงและลดภาระในการเตรียมสื่อการสอน

 

     2.1.2 Soft Power ของครู

Soft Power ของครู คืออิทธิพลเชิงบวกที่ครูมีต่อเจตคติ ความรู้สึก และแรงบันดาลใจในการเรียนรู้ของนักเรียน ซึ่งแตกต่างจากการใช้อำนาจบังคับ (Panyasing, 2023) อิทธิพลนี้เกิดขึ้นจากการที่ครูสร้างความสัมพันธ์ที่ดี แสดงความเข้าใจ เอาใจใส่ และเป็นแบบอย่างที่ดี ส่งผลให้นักเรียนเกิดความเชื่อมั่น ศรัทธา และพร้อมเปิดใจรับการเรียนรู้ ครูที่มี Soft Power จะสามารถสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการตั้งคำถาม การกล้าคิด และการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ โดยที่นักเรียนรู้สึกปลอดภัย (Phasuk, 2024) องค์ประกอบสำคัญของ Soft Power ได้แก่ ความเชี่ยวชาญในเนื้อหา ทักษะการสื่อสารและปฏิสัมพันธ์เชิงบวก ความเข้าใจในตัวนักเรียน (Prompramai, 2021) และ ความมุ่งมั่นกระตือรือร้นในการสอน ครูที่มี Soft Power จึงไม่ใช่แค่ผู้ถ่ายทอดความรู้ แต่เป็นผู้สร้างแรงบันดาลใจและกระตุ้นให้นักเรียนรักการเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในวิชาที่นักเรียนอาจรู้สึกยากอย่างคณิตศาสตร์ (Wongngam, 2024)

 

     2.1.3 การมีส่วนร่วมของนักเรียนและการคิดวิเคราะห์

การมีส่วนร่วมของนักเรียน คือการที่นักเรียนแสดงออกถึงความสนใจ ความกระตือรือร้น และการลงมือปฏิบัติในกิจกรรมการเรียนการสอนอย่างเต็มที่ ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และสติปัญญา (Sinsiri, 2023) การมีส่วนร่วมครอบคลุมถึงการตั้งคำถาม การแสดงความคิดเห็น การอภิปราย การทำงานร่วมกัน และการสะท้อนความคิด ซึ่งส่งผลให้ความรู้คงทนและนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง ควบคู่กับการมีส่วนร่วมคือ การคิดวิเคราะห์ ซึ่งเป็นกระบวนการทางสติปัญญาที่ซับซ้อน ได้แก่ การตีความ การจำแนก การเชื่อมโยง การประเมิน และการสังเคราะห์ข้อมูลเพื่อหาข้อสรุปหรือแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างมีเหตุผล (Suksaen, 2021) ในวิชาคณิตศาสตร์ การคิดวิเคราะห์มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะคณิตศาสตร์เน้นการทำความเข้าใจแนวคิด การแก้ปัญหา และการให้เหตุผล การส่งเสริมการมีส่วนร่วมและการคิดวิเคราะห์ทำได้โดยใช้คำถามปลายเปิด จัดกิจกรรมที่ท้าทาย ใช้สื่อหลากหลาย และให้โอกาสนักเรียนนำเสนอความคิด ซึ่งจะช่วยให้นักเรียนเข้าใจคณิตศาสตร์ลึกซึ้งยิ่งขึ้นและพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาที่ซับซ้อน (Jomngam, 2024)

 

     2.1.4 การคำนวณพื้นฐานในวิชาคณิตศาสตร์

การคำนวณพื้นฐาน คือความสามารถในการดำเนินการทางคณิตศาสตร์ขั้นพื้นฐานได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ และรวดเร็ว ซึ่งรวมถึงการบวก ลบ คูณ หาร ทั้งจำนวนเต็ม เศษส่วน และทศนิยม (Pangputtipong, 2023) ทักษะเหล่านี้เป็นรากฐานสำคัญสำหรับการเรียนรู้คณิตศาสตร์ระดับสูงขึ้นและการแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน หากนักเรียนขาดทักษะนี้จะส่งผลกระทบต่อความเข้าใจเนื้อหาคณิตศาสตร์อื่นๆ และอาจนำไปสู่ความท้อแท้ (Chaisorn, 2021) ปัญหาการคำนวณพื้นฐานมักเกิดจากการขาดความเข้าใจแนวคิด การขาดการฝึกฝน หรือการไม่เห็นความสำคัญ การแก้ไขปัญหาต้องอาศัยการจัดการเรียนรู้ที่เน้นความเข้าใจในหลักการมากกว่าการท่องจำ และสร้างบรรยากาศที่ส่งเสริมให้นักเรียนกล้าทำผิดพลาดและเรียนรู้จากข้อผิดพลาด (Sattabongkot, 2022) การทบทวนแนวคิด การฝึกฝนที่หลากหลาย และการนำเสนอโจทย์ปัญหาที่เชื่อมโยงกับชีวิตจริงหรือในรูปแบบเกม จะช่วยให้นักเรียนสนุกกับการคำนวณและพัฒนาทักษะได้อย่างยั่งยืน

 

2.2 ทฤษฎีและหลักการที่เกี่ยวข้อง

     2.2.1 ทฤษฎีการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ

ทฤษฎีการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ (Learner-Centered Approach) มีรากฐานมาจากแนวคิดของนักการศึกษาหลายท่าน อาทิ จอห์น ดิวอี้ (John Dewey) ซึ่งเน้นการเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติและประสบการณ์ตรง (Dewey, 1938) และ คาร์ล โรเจอร์ส (Carl Rogers) ที่เน้นความสำคัญของสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย เปิดกว้าง และเป็นกันเอง ซึ่งส่งเสริมการเรียนรู้จากภายใน (Rogers, 1969) หลักการสำคัญของทฤษฎีนี้คือ การให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางของกระบวนการเรียนรู้ โดยครูมีบทบาทเป็นผู้เอื้ออำนวย (facilitator) หรือโค้ช (coach) ที่คอยให้คำแนะนำ สนับสนุน และจัดหาแหล่งเรียนรู้ที่เหมาะสม (Wichian, 2020) การเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้ดีที่สุดเมื่อผู้เรียนมีความสนใจ มีแรงจูงใจภายใน และได้มีส่วนร่วมในการกำหนดเป้าหมายและวิธีการเรียนรู้ของตนเอง ทฤษฎีนี้เน้นให้ผู้เรียนได้คิดวิเคราะห์ แก้ปัญหา และสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง ซึ่งสอดคล้องกับการพัฒนาทักษะในศตวรรษที่ 21

 

     2.2.2 แนวคิดการจัดการเรียนรู้ที่กระตุ้นการคิด

แนวคิดการจัดการเรียนรู้ที่กระตุ้นการคิดมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะการคิดระดับสูงของผู้เรียน โดยไม่จำกัดอยู่เพียงการท่องจำหรือทำความเข้าใจเนื้อหาเท่านั้น แต่รวมถึงการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ ประเมินค่า และสร้างสรรค์สิ่งใหม่ (Bloom, 1956) การจัดการเรียนรู้ลักษณะนี้มักใช้ คำถามปลายเปิด ที่ท้าทายความคิด สถานการณ์ปัญหา ที่ให้นักเรียนได้ลงมือแก้ไข การอภิปรายกลุ่ม เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และ การสะท้อนคิด เพื่อให้ผู้เรียนได้ทบทวนและประเมินกระบวนการคิดของตนเอง (Jomngam, 2024) แนวคิดนี้ยังสอดคล้องกับทฤษฎี Constructivism หรือการสร้างความรู้ด้วยตนเอง ที่มองว่าผู้เรียนสร้างความรู้ความเข้าใจจากประสบการณ์และการปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม (Piaget, 1954; Vygotsky, 1978) การจัดการเรียนรู้ที่กระตุ้นการคิดจึงไม่ใช่แค่การสอนเนื้อหา แต่เป็นการสอนให้นักเรียนรู้จักคิดอย่างมีระบบ มีเหตุผล และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการแก้ปัญหาได้จริง

 

     2.2.3 แนวคิดการพัฒนาทักษะคณิตศาสตร์

แนวคิดการพัฒนาทักษะคณิตศาสตร์ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเรียนรู้เนื้อหาและสูตร แต่เน้นการสร้างความเข้าใจใน แนวคิดพื้นฐาน การพัฒนา ทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์ และการนำความรู้ไป ประยุกต์ใช้ในการแก้ปัญหา (National Council of Teachers of Mathematics, 2000) การพัฒนาทักษะคณิตศาสตร์ที่ดีควรเริ่มจากการสร้างพื้นฐานการคำนวณที่แข็งแกร่ง (Pangputtipong, 2023) และส่งเสริมความสามารถในการคิดเชิงนามธรรม การให้เหตุผล การเชื่อมโยงความรู้ และการสื่อสารแนวคิดทางคณิตศาสตร์อย่างชัดเจน การใช้ สื่อการสอนที่หลากหลาย ทั้งรูปธรรมและนามธรรม เช่น เกม แบบจำลอง หรือสถานการณ์จำลอง จะช่วยให้นักเรียนเห็นภาพและเข้าใจแนวคิดที่ซับซ้อนได้ง่ายขึ้น (Sattabongkot, 2022) นอกจากนี้ การเปิดโอกาสให้นักเรียนได้แก้ปัญหาด้วยวิธีการที่หลากหลาย และการส่งเสริมการทำงานร่วมกัน จะช่วยพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ การสื่อสาร และการทำงานเป็นทีม ซึ่งเป็นทักษะสำคัญในการเรียนรู้คณิตศาสตร์และนำไปใช้ในชีวิตจริง

 

2.3 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องและกรอบแนวคิด

      2.3.1 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับชุดกิจกรรมและนวัตกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์

งานวิจัยที่ผ่านมาจำนวนมากได้ชี้ให้เห็นถึงประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมและนวัตกรรมการเรียนรู้ในการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสนใจในวิชาคณิตศาสตร์ ตัวอย่างเช่น งานวิจัยของ Chaiwong (2020) ที่ศึกษาผลสัมฤทธิ์และความพึงพอใจในการเรียนคณิตศาสตร์โดยใช้เกมเป็นฐาน พบว่านักเรียนมีความสนใจและผลสัมฤทธิ์ดีขึ้น และงานของ Thanomthin (2022) ที่พัฒนาชุดกิจกรรมคณิตศาสตร์ตามแนวคิด STEM Education เรื่องรูปเรขาคณิตสามมิติ พบว่าช่วยพัฒนาความเข้าใจของนักเรียนได้ การวิจัยเหล่านี้เป็นเครื่องยืนยันว่าการออกแบบนวัตกรรมที่น่าสนใจและเหมาะสมกับวัย สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้คณิตศาสตร์ได้จริง (Singnakorn, 2022) โดยเฉพาะชุดกิจกรรมที่เน้นการปฏิบัติจริงและการแก้ปัญหา

 

       2.3.2 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ Soft Power ของครูและการมีส่วนร่วมของผู้เรียน

บทบาทของครูในการสร้างบรรยากาศการเรียนรู้และการกระตุ้นนักเรียนเป็นสิ่งที่งานวิจัยหลายชิ้นให้ความสำคัญ โดยเฉพาะแนวคิด Soft Power งานวิจัยของ Panyasing (2023) ได้เน้นย้ำถึงบทบาทของ Soft Power ในการพัฒนาการศึกษา ซึ่งชี้ให้เห็นว่าอิทธิพลเชิงบวกของครูส่งผลโดยตรงต่อการเรียนรู้ของนักเรียน นอกจากนี้ การศึกษาเรื่องการมีส่วนร่วมของนักเรียนยังพบว่า เมื่อนักเรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้ พวกเขามีแนวโน้มที่จะพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ได้ดีขึ้น (Sinsiri, 2023; Jomngam, 2024) งานวิจัยเหล่านี้จึงเป็นพื้นฐานสำคัญในการออกแบบบทบาทของครูผู้สอนในการใช้ชุดกิจกรรม "คณิตคิดนอกกรอบ" เพื่อเพิ่ม Soft Power และกระตุ้นการมีส่วนร่วมของนักเรียน

 

     2.3.3 กรอบแนวคิดในการวิจัย

การวิจัยเรื่อง "การวิจัยและพัฒนาชุดกิจกรรม 'คณิตคิดนอกกรอบ' เพื่อเสริมสร้าง Soft Power ของครูในการกระตุ้นการมีส่วนร่วมและการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านจำปุย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 1" มีกรอบแนวคิดที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่าง ตัวแปรต้น และ ตัวแปรตาม ดังภาพประกอบด้านล่าง

 

 

ตัวแปรต้น

1. ชุดกิจกรรม "คณิตคิดนอกกรอบ"

นี่คือนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นโดยเน้นการเรียนรู้แบบผู้เรียนเป็นศูนย์กลางและกระตุ้นการคิดนอกกรอบ กิจกรรมต่างๆ ในชุดนี้จะมีความหลากหลาย เน้นการปฏิบัติจริง การแก้ปัญหาที่เชื่อมโยงกับชีวิตประจำวัน และการใช้บริบทท้องถิ่น เพื่อกระตุ้นความสนใจและความท้าทายทางคณิตศาสตร์ให้กับนักเรียน

2. Soft Power ของครูผู้สอน

หมายถึงอิทธิพลเชิงบวกที่ครูมีต่อทัศนคติ ความรู้สึก และแรงบันดาลใจในการเรียนรู้คณิตศาสตร์ของนักเรียน ซึ่งรวมถึงบุคลิกที่น่าเชื่อถือ การสร้างแรงบันดาลใจ บรรยากาศที่เป็นกันเอง การให้กำลังใจ และการช่วยเหลือที่เหมาะสม สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ดึงดูดความสนใจและการมีส่วนร่วมของนักเรียน

 

ตัวแปรตาม

1. การมีส่วนร่วมในการเรียนรู้คณิตศาสตร์ของนักเรียน

เราจะวัดจากการที่นักเรียนแสดงออกถึงความกระตือรือร้นในการทำกิจกรรม การตั้งคำถาม การตอบคำถาม การแสดงความคิดเห็น การทำงานร่วมกับผู้อื่น และความสนใจในบทเรียนคณิตศาสตร์

2. ทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักเรียน

เราจะประเมินจากความสามารถของนักเรียนในการจำแนก จัดกลุ่ม เปรียบเทียบ เชื่อมโยง ประเมินค่า และสรุปข้อมูลทางคณิตศาสตร์เพื่อหาคำตอบหรือแนวทางแก้ไขปัญหา รวมถึงการคิดอย่างมีเหตุผลและเป็นระบบ

3. ความสามารถในการคำนวณพื้นฐานของนักเรียน

เราจะวัดจากผลการปฏิบัติงานหรือผลการทดสอบที่แสดงให้เห็นถึงความแม่นยำและความถูกต้องในการดำเนินการทางคณิตศาสตร์ขั้นพื้นฐาน เช่น การบวก ลบ คูณ หาร จำนวนเต็ม เศษส่วน และทศนิยม

4. เจตคติและความสนใจในการเรียนรู้คณิตศาสตร์ของนักเรียน

เราจะประเมินจากความรู้สึกเชิงบวก ความพึงพอใจ และความกระตือรือร้นของนักเรียนที่มีต่อวิชาคณิตศาสตร์และกิจกรรมการเรียนรู้ที่ได้รับ

 

กรอบแนวคิดในการวิจัย

    คำอธิบายกรอบแนวคิด

กรอบแนวคิดนี้แสดงให้เห็นว่า ชุดกิจกรรม "คณิตคิดนอกกรอบ" ที่เราพัฒนาขึ้น และ Soft Power ของครูผู้สอน จะเป็นปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อ กระบวนการจัดการเรียนรู้ ในห้องเรียน เมื่อกระบวนการเรียนรู้ได้รับการออกแบบและนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกใน ตัวแปรตาม ทั้งด้านการมีส่วนร่วม ทักษะการคิดวิเคราะห์ ความสามารถในการคำนวณพื้นฐาน รวมถึงเจตคติและความสนใจในการเรียนรู้คณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านจำปุย ท้ายที่สุดแล้ว การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะนำไปสู่ ผลลัพธ์การเรียนรู้ที่ดีขึ้น ของนักเรียนโดยรวม

 

คำสำคัญ (Keywords)
คำสำคัญ: ชุดกิจกรรม, Soft Power, การคิดวิเคราะห์, การคำนวณพื้นฐาน, การวิจัยและพัฒนา
วิธีการพัฒนา

รูปแบบการวิจัย

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&D) ที่มุ่งเน้นการสร้างและพัฒนาชุดกิจกรรม "คณิตคิดนอกกรอบ" รวมถึงประเมินประสิทธิภาพและผลลัพธ์ของการนำไปใช้ เพื่อเสริมสร้าง Soft Power ของครู และกระตุ้นการมีส่วนร่วมและการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยมีกระบวนการดำเนินงานตามวงจรของการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน (Action Research Cycle) ซึ่งประกอบด้วย 4 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ การวางแผน (Plan) การปฏิบัติ (Act) การสังเกต (Observe) และการสะท้อนผล (Reflect) ซึ่งจะดำเนินการเป็นรอบ ๆ เพื่อให้เกิดการปรับปรุงและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติ

การวิเคราะห์ข้อมูล

ผู้วิจัยจะดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลทั้งเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ ดังนี้

การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ : ชุดกิจกรรม "คณิตคิดนอกกรอบ": วิเคราะห์ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนนประเมินความเหมาะสมของชุดกิจกรรมโดยผู้เชี่ยวชาญ

แบบทดสอบวัดความสามารถในการคำนวณพื้นฐาน : วิเคราะห์ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และร้อยละของคะแนนก่อนและหลังการใช้ชุดกิจกรรม รวมถึงเปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนโดยใช้สถิติที่เหมาะสม (เช่น Paired t-test หรือ Wilcoxon Signed-Rank Test ขึ้นอยู่กับลักษณะข้อมูลและขนาดกลุ่มตัวอย่าง)

แบบวัดทักษะการคิดวิเคราะห์ : วิเคราะห์ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนนทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักเรียน

แบบสอบถามเจตคติและความสนใจ : วิเคราะห์ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนนเจตคติและความสนใจในการเรียนรู้คณิตศาสตร์

การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ : แบบสังเกตพฤติกรรมการมีส่วนร่วม: วิเคราะห์พฤติกรรมการมีส่วนร่วมของนักเรียนที่บันทึกไว้ในแบบสังเกต โดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) เพื่อจำแนกประเภทและสรุปพฤติกรรมที่แสดงออกถึงการมีส่วนร่วม

แบบบันทึกผลการสะท้อนคิดของครู : วิเคราะห์เนื้อหาจากบันทึกของครู เพื่อทำความเข้าใจประเด็นปัญหา อุปสรรค ความสำเร็จ และข้อเสนอแนะในการปรับปรุงชุดกิจกรรม Soft Power ของครู และกระบวนการจัดการเรียนรู้

สถิติที่ใช้ในการวิจัย

สถิติพื้นฐาน : ค่าเฉลี่ย (Mean), ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation), ร้อยละ (Percentage)

สถิติเชิงอนุมาน (หากข้อมูลและขนาดกลุ่มตัวอย่างเหมาะสม) : t-test for Dependent Samples (Paired t-test) : ใช้เปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยก่อนและหลังการใช้ชุดกิจกรรม Wilcoxon Signed-Rank Test : ใช้ในกรณีที่ข้อมูลไม่เป็นไปตามข้อตกลงเบื้องต้นของ t-test หรือขนาดกลุ่มตัวอย่างเล็กมาก (ซึ่งเหมาะสมกับนักเรียน 4 คน)

ประชากร(กลุ่มตัวอย่าง/กลุ่มเป้าหมาย)

ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง

ประชากร: นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านจำปุย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 1

กลุ่มตัวอย่าง: นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านจำปุย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 1 จำนวน 4 คน ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 โดยเลือกแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) เนื่องจากเป็นนักเรียนทั้งหมดของชั้นเรียนนี้

 

ผลที่เกิดจากผู้เรียน

สรุปผลการวิจัย

  1. ด้านการพัฒนาชุดกิจกรรม: ชุดกิจกรรม "คณิตคิดนอกกรอบ" ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น มีคุณภาพโดยรวมอยู่ในระดับดีมาก (xˉ = 4.88) โดยผ่านการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญ และสามารถนำไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  2. ด้านผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน:
    • ความสามารถในการคำนวณพื้นฐาน: นักเรียนมีคะแนนความสามารถในการคำนวณพื้นฐานหลังเรียน (xˉ = 35.50) สูงกว่าก่อนเรียน (xˉ = 19.25) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ    ที่ระดับ .05
    • ทักษะการคิดวิเคราะห์: นักเรียนทุกคนมีคะแนนทักษะการคิดวิเคราะห์ผ่านเกณฑ์ที่กำหนด (ร้อยละ 80) โดยมีคะแนนเฉลี่ยรวมร้อยละ 90.00
    • การมีส่วนร่วมในชั้นเรียน: พฤติกรรมการมีส่วนร่วมของนักเรียนเปลี่ยนแปลงไปในทิศทาง   ที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน ทั้งการกล้าแสดงความคิดเห็น การตั้งคำถาม และการทำงานร่วมกับผู้อื่น
    • เจตคติและความสนใจ: นักเรียนมีเจตคติและความสนใจต่อการเรียนคณิตศาสตร์โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (xˉ = 4.69) โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีความพึงพอใจต่อบรรยากาศในชั้นเรียนและตัวกิจกรรมที่ได้รับ
การอ้างอิง

บรรณานุกรม

กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา. (2566, 11 ตุลาคม). Soft Power นโยบายหนุนพื้นที่ขับเคลื่อนเมืองแห่งการเรียนรู้ (Learning City) บนฐานทุนทางวัฒนธรรม สร้างอาชีพ รายได้ของชุมชน. https://www.eef.or.th/article-soft-power-learning-city-111023/

กระทรวงศึกษาธิการ. (2567, 17 มกราคม). รมว.ศธ. "เพิ่มพูน" ผลักดัน "Soft Power" ด้านการศึกษาเรียนอย่างสร้างสรรค์ พัฒนาขยายผลสู่ชุมชนอย่างยั่งยืน. https://moe360.blog/2023/12/19/moe-soft-power/

ครูเชียงราย. (2565, 14 มีนาคม). เชิญดาวน์โหลด วิจัยในชั้นเรียน ไฟล์เวิร์ด 100 เรื่อง. https://www.kruchiangrai.net/2022/03/14/วิจัยในชั้นเรียน-6/

โรงเรียนบ้านโป่งวิทยาคม. (2565). นวัตกรรม (ครู) ระดับประถมฯ ปีการศึกษา 2565. https://www.bpvitschool.com/สำเนาของ-best-practice-ระด-บประถมฯ

EduinThai. (2567, 10 พฤษภาคม). การนำ Soft Power มาใช้ในการเรียนการสอน: ยุทธศาสตร์แห่งเสน่ห์. https://eduinthai.com/webapp/2024/05/10/การนำ-soft-power-มาใช้ในการเรียน/RetryClaude can make mistakes. Please double-check responses.

การต่อยอดและพัฒนา
  • ควรมีการศึกษาวิจัยในระยะยาวขึ้น เช่น ตลอดหนึ่งปีการศึกษา เพื่อติดตามความคงทนของทักษะและเจตคติเชิงบวกของนักเรียน
  • ควรมีการขยายผลโดยนำรูปแบบการวิจัยนี้ไปทดลองใช้กับนักเรียนในบริบทโรงเรียนอื่น ๆ ที่มีขนาดแตกต่างกัน เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการขยายผล
  • ควรมีการพัฒนานวัตกรรมและศึกษาการใช้ Soft Power ในการจัดการเรียนรู้วิชาอื่น ๆ ที่นักเรียนมักมองว่าเป็นเรื่องยาก เช่น วิทยาศาสตร์ หรือ ภาษาอังกฤษ
การเขียนอ้างอิงข้อมูลจากเว็บไซต์
นางสาว.สุรีย์รัตน์ อินทิยศ, https://www.lpeduinno.org. 2568. แหล่งที่มา : https://www.lpeduinno.org/ShowInno.php?id=TEOFS00000000116 ค้นเมื่อ 31 พฤษภาคม, 2569.


ความคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ