แชร์หน้านี้
อ่านแล้ว 120 ครั้ง

ข้อมูลนวัตกรรม
การจัดการเรียนรู้ผ่านการเล่นตามแนวคิด STEM สำหรับเด็กปฐมวัยในบริบทโรงเรียนชุมชนท้องถิ่น: กรณีศึกษานักเรียนอนุบาลปีที่ 3 โรงเรียนชุมชนวัดพระธาตุลำปางหลวง อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปางเขต 2
STEM Education
ปฐมวัย
กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน
ข้อมูลผู้พัฒนา
นางจิตรลัดดา หลักแหลม
ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการพิเศษ
ชุมชนวัดพระธาตุลำปางหลวง
ปฐมวัย
0861822988
krujitludda@gmail.com
บทคัดย่อ/บทสรุป

        การวิจัยนี้ ศึกษาการจัดการเรียนรู้ผ่านการเล่นตามแนวคิด STEM สำหรับเด็กปฐมวัยในบริบทโรงเรียนชุมชนท้องถิ่น โดยใช้กรณีศึกษานักเรียนอนุบาลปีที่ 3 โรงเรียนชุมชนวัดพระธาตุลำปางหลวง อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปางเขต 2 ผลการศึกษาพบว่า การจัดการเรียนรู้ผ่านการเล่นตามแนวคิด STEM โดยใช้บริบทท้องถิ่น (พระธาตุลำปางหลวง) เป็นฐานส่งผลต่อการพัฒนาทักษะ STEM ของนักเรียนอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทักษะด้านวิศวกรรมศาสตร์ที่มีการพัฒนาสูงสุด การจัดกิจกรรมต่อเนื่องตามลำดับความซับซ้อนช่วยให้นักเรียนสามารถบูรณาการความรู้และทักษะจากกิจกรรมก่อนหน้าเพื่อสร้างสรรค์ผลงานใหม่ได้ นอกจากนี้ การมีส่วนร่วมของผู้ปกครองและชุมชนยังช่วยเสริมสร้างการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งเป็นการวางรากฐานการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมีความหมายสำหรับเด็กปฐมวัย การศึกษานี้แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของการนำบริบทท้องถิ่นมาใช้เป็นฐานในการพัฒนาทักษะ STEM สำหรับเด็กปฐมวัย ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในบริบทโรงเรียนชุมชนท้องถิ่นอื่นๆ ได้

หลักการและเหตุผล

        การพัฒนาประเทศในยุคปัจจุบันมุ่งเน้นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีศักยภาพสูงพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของโลกที่เป็นไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในศตวรรษที่ 21 ซึ่งต้องการบุคคลที่มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา การคิดสร้างสรรค์ และการทำงานร่วมกับผู้อื่น (สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, 2563) การวางรากฐานการเรียนรู้ตั้งแต่ระดับปฐมวัยจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นช่วงวัยแห่งการเรียนรู้และพัฒนาการที่สำคัญที่สุดของชีวิตมนุษย์ ซึ่งการพัฒนาในช่วงปฐมวัยมีอิทธิพลสำคัญต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว รวมถึงความสำเร็จในการศึกษาและการประกอบอาชีพในอนาคต

        การจัดการศึกษาปฐมวัยในประเทศไทยตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 ได้ให้ความสำคัญกับการจัดประสบการณ์ที่ส่งเสริมพัฒนาการทั้ง 4 ด้าน คือ ด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา โดยเน้นเด็กเป็นสำคัญผ่านการเล่นซึ่งเป็นวิธีการเรียนรู้ที่เป็นธรรมชาติและเหมาะสมกับวัย (กระทรวงศึกษาธิการ, 2560) อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจสภาพปัญหาการจัดการเรียนรู้ในระดับอนุบาลของโรงเรียนชุมชนวัดพระธาตุลำปางหลวง พบว่า การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ยังขาดการบูรณาการทักษะทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ (STEM) ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นในยุคปัจจุบันเข้ากับกิจกรรมการเล่นที่เด็กสนใจ นอกจากนี้ ยังพบว่าการจัดกิจกรรมยังไม่สอดคล้องกับบริบทชุมชนท้องถิ่นเท่าที่ควร ซึ่งเป็นการลดโอกาสในการเชื่อมโยงการเรียนรู้กับประสบการณ์จริงในชีวิตประจำวันของเด็ก

        แนวคิดการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา (STEM Education) เป็นแนวทางการจัดการศึกษาที่บูรณาการความรู้ใน 4 สาขาวิชา ได้แก่ วิทยาศาสตร์ (Science) เทคโนโลยี (Technology) วิศวกรรมศาสตร์ (Engineering) และคณิตศาสตร์ (Mathematics) โดยเน้นการนำความรู้ไปใช้แก้ปัญหาในชีวิตจริง รวมทั้ง การพัฒนากระบวนการหรือผลผลิตใหม่ที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตและการทำงาน (สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, 2564) การนำแนวคิดสะเต็มศึกษามาบูรณาการกับการเล่นสำหรับเด็กปฐมวัยสอดคล้องกับผลการศึกษาวิจัยของสิริมา ภิญโญอนันตพงษ์ (2563) ที่พบว่า การจัดประสบการณ์แบบบูรณาการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และคณิตศาสตร์ผ่านการเล่นสำหรับเด็กปฐมวัยช่วยพัฒนาทักษะการคิดเชิงเหตุผล การแก้ปัญหา และความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

        นอกจากนี้ การจัดการเรียนรู้โดยใช้บริบทชุมชนท้องถิ่นเป็นฐานยังมีความสำคัญต่อการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย ดังที่ วรรณี แกมเกตุ และคณะ (2021) ได้ศึกษาพบว่า การนำบริบทชุมชนท้องถิ่นมาใช้ในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ช่วยให้เด็กเกิดความเชื่อมโยงระหว่างความรู้ในห้องเรียนกับชีวิตจริง อีกทั้งยังส่งเสริมให้เด็กเกิดการเรียนรู้อย่างมีความหมายและมีความภาคภูมิใจในท้องถิ่นของตนเอง สอดคล้องกับงานวิจัยของ Sawitree Voramitmongkol (2020) ที่ศึกษาการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด STEM สำหรับเด็กปฐมวัยโดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นฐาน ซึ่งพบว่า การบูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับการเรียนรู้แบบ STEM ช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านสติปัญญาและทักษะกระบวนการคิดของเด็กปฐมวัยได้เป็นอย่างดี

        โรงเรียนชุมชนวัดพระธาตุลำปางหลวงตั้งอยู่ในชุมชนที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานและมีแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมที่สำคัญ คือ วัดพระธาตุลำปางหลวง ซึ่งเป็นโบราณสถานสำคัญของจังหวัดลำปาง นอกจากนี้ ในชุมชนยังมีภูมิปัญญาท้องถิ่นที่น่าสนใจ เช่น การทำเครื่องปั้นดินเผา การจักสาน และการทำเครื่องเงิน ซึ่งสามารถนำมาบูรณาการกับการจัดประสบการณ์ตามแนวคิด STEM ได้เป็นอย่างดี ดังที่ จิราภรณ์ ผันสว่าง และคณะ (2022) ได้ศึกษาการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบ STEM ร่วมกับภูมิปัญญาท้องถิ่นสำหรับเด็กปฐมวัย พบว่า การนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาบูรณาการกับกิจกรรม STEM ช่วยส่งเสริมทักษะการคิดแก้ปัญหาและการทำงานร่วมกับผู้อื่นของเด็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ

        จากหลักการและเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ผู้วิจัยจึงสนใจพัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ผ่านการเล่นตามแนวคิด STEM สำหรับเด็กปฐมวัยในบริบทโรงเรียนชุมชนท้องถิ่น เพื่อบูรณาการทักษะ STEM เข้ากับกิจกรรมการเล่นที่สอดคล้องกับบริบทชุมชนท้องถิ่น โดยใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียนเพื่อพัฒนาและปรับปรุงการจัดประสบการณ์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยส่งเสริมพัฒนาการของเด็กปฐมวัยในโรงเรียนชุมชนวัดพระธาตุลำปางหลวงอย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังเป็นการเตรียมความพร้อมให้เด็กมีทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 และมีความภาคภูมิใจในท้องถิ่นของตนเอง

วัตถุประสงค์

1 เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ผ่านการเล่นตามแนวคิด STEM ที่บูรณาการกับบริบทชุมชนท้องถิ่นสำหรับนักเรียนอนุบาลปีที่ 3 โรงเรียนชุมชนวัดพระธาตุลำปางหลวง อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง

2 เพื่อศึกษาพัฒนาการด้านทักษะการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนอนุบาลปีที่ 3 โรงเรียนชุมชนวัดพระธาตุลำปางหลวง หลังจากได้รับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ผ่านการเล่นตามแนวคิด STEM ที่บูรณาการกับบริบทชุมชนท้องถิ่น

แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง

1. ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของเพียเจต์ (Piaget's Theory of Cognitive Development)

- เด็กปฐมวัย (อายุ 2-7 ปี) อยู่ในขั้นก่อนปฏิบัติการ (Preoperational Stage) ซึ่งเริ่มใช้สัญลักษณ์และภาษาในการคิด

- การเรียนรู้เกิดจากการมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมผ่านกระบวนการดูดซึม (Assimilation) และการปรับโครงสร้างทางปัญญา (Accommodation) เด็กจะเรียนรู้ได้ดีเมื่อได้ลงมือกระทำและสำรวจด้วยตนเอง

- การประยุกต์ใช้ในนวัตกรรม: จัดกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เด็กได้สำรวจ ทดลอง และค้นพบด้วยตนเองผ่านการเล่นออกแบบกิจกรรมที่สอดคล้องกับระดับพัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กอนุบาลปีที่ 3 ใช้สื่อที่เป็นรูปธรรมจากชุมชนท้องถิ่นที่เด็กคุ้นเคย

 

2. ทฤษฎีวัฒนธรรมเชิงสังคมของไวก็อตสกี้ (Vygotsky's Sociocultural Theory)

- พัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กเกิดจากการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมและวัฒนธรรม

- แนวคิดเรื่อง Zone of Proximal Development (ZPD) คือช่วงห่างระหว่างสิ่งที่เด็กทำได้เองกับสิ่งที่เด็กทำได้โดยมีผู้ใหญ่หรือเพื่อนที่มีความสามารถมากกว่าช่วยเหลือ

- การเรียนรู้เกิดจากการให้ความช่วยเหลือแบบเสริมต่อการเรียนรู้ (Scaffolding)

 

- การประยุกต์ใช้ในนวัตกรรม: จัดกิจกรรมกลุ่มที่ส่งเสริมการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับเด็ก และเด็กกับครูนำภูมิปัญญาท้องถิ่นและวัฒนธรรมชุมชนมาเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมการเรียนรู้ ครูให้ความช่วยเหลือแบบเสริมต่อการเรียนรู้ตามความเหมาะสม

 

3. ทฤษฎีการเรียนรู้ผ่านการเล่น (Play-based Learning Theory)

- การเล่นเป็นกิจกรรมที่เป็นธรรมชาติและสำคัญที่สุดต่อพัฒนาการของเด็กปฐมวัย

- การเล่นช่วยพัฒนาทักษะในทุกด้าน ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา

- การเล่นแบบต่างๆ (เล่นอิสระ เล่นสร้างสรรค์ เล่นบทบาทสมมติ เล่นเกม) มีประโยชน์ต่อพัฒนาการที่แตกต่างกัน

- การประยุกต์ใช้ในนวัตกรรม: ออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ในรูปแบบของการเล่นที่หลากหลาย ใช้การเล่นเป็นช่องทางในการบูรณาการทักษะ STEM จัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเล่นอย่างอิสระและสร้างสรรค์

 

4. แนวคิดสะเต็มศึกษา (STEM Education)

- บูรณาการความรู้และทักษะใน 4 สาขาวิชา ได้แก่ วิทยาศาสตร์ (Science) เทคโนโลยี (Technology) วิศวกรรมศาสตร์ (Engineering) และคณิตศาสตร์ (Mathematics)

- เน้นการเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติและการแก้ปัญหาในสถานการณ์จริง

- ส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ การคิดสร้างสรรค์ และการแก้ปัญหา

- การประยุกต์ใช้ในนวัตกรรม: ออกแบบกิจกรรมที่บูรณาการทักษะ STEM อย่างเหมาะสมกับวัย จัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่เน้นกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรมอย่างง่าย สร้างสถานการณ์ปัญหาที่เชื่อมโยงกับชีวิตจริงในชุมชนท้องถิ่น

 

5. แนวคิดการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน (Community-based Learning)

- ใช้ชุมชนเป็นแหล่งเรียนรู้และทรัพยากรในการจัดการศึกษา เชื่อมโยงการเรียนรู้ในห้องเรียนกับบริบทชีวิตจริงในชุมชนท้องถิ่น ส่งเสริมความเข้าใจและความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น

- การประยุกต์ใช้ในนวัตกรรม: นำทรัพยากรและวัสดุท้องถิ่นมาใช้ในกิจกรรมการเรียนรู้ จัดกิจกรรมที่สอดคล้องกับบริบทและวิถีชีวิตของชุมชนวัดพระธาตุลำปางหลวง สร้างการมีส่วนร่วมของปราชญ์ชาวบ้านและชุมชนในการจัดการเรียนรู้

 

6. ทฤษฎีพหุปัญญา (Multiple Intelligences Theory)

- บุคคลมีความสามารถทางปัญญาที่หลากหลายถึง 8 ด้าน ตามแนวคิดของโฮเวิร์ด การ์ดเนอร์ เด็กแต่ละคนมีรูปแบบการเรียนรู้และความถนัดที่แตกต่างกัน การจัดการศึกษาควรส่งเสริมพัฒนาการทางปัญญาในทุกด้าน

- การประยุกต์ใช้ในนวัตกรรม: จัดกิจกรรมที่หลากหลายครอบคลุมความสามารถทางปัญญาหลายด้าน เปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงความสามารถตามความถนัดและความสนใจ ใช้วิธีการประเมินที่หลากหลายสอดคล้องกับความสามารถที่แตกต่างของเด็ก

 

7. แนวคิดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning)

- เด็กเรียนรู้ได้ดีเมื่อมีส่วนร่วมอย่างกระตือรือร้นในกระบวนการเรียนรู้

- การลงมือปฏิบัติจริงช่วยให้เด็กสร้างความเข้าใจที่ลึกซึ้งและจดจำได้นาน

- กระบวนการเรียนรู้มีความสำคัญเท่ากับผลลัพธ์ของการเรียนรู้

- การประยุกต์ใช้ในนวัตกรรม: จัดกิจกรรมที่เน้นให้เด็กได้ลงมือปฏิบัติจริงและมีส่วนร่วมอย่างกระตือรือร้น

ใช้คำถามปลายเปิดเพื่อกระตุ้นการคิดและการแก้ปัญหา จัดให้มีการอภิปรายและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างเด็ก

 

8. แนวคิดการประเมินตามสภาพจริง (Authentic Assessment)

- การประเมินที่สอดคล้องกับกิจกรรมการเรียนรู้และบริบทชีวิตจริง เน้นการประเมินกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาการของเด็กมากกว่าผลลัพธ์สุดท้าย

- ใช้วิธีการและเครื่องมือประเมินที่หลากหลาย

- การประยุกต์ใช้ในนวัตกรรม: ใช้การสังเกตพฤติกรรมและการบันทึกพัฒนาการของเด็กอย่างต่อเนื่องจัดทำแฟ้มสะสมผลงานที่แสดงถึงพัฒนาการและความก้าวหน้าของเด็ก สร้างแบบประเมินที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการจัดกิจกรรมและพัฒนาการของเด็ก

9. บริบทชุมชนท้องถิ่นกับการจัดการศึกษาปฐมวัย

- แนวคิดการจัดการศึกษาโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน (Community-Based Education)

- การบูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่นในการจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัย

- ทรัพยากรและวัสดุท้องถิ่นเพื่อการเรียนรู้ STEM

- บริบทวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นของชุมชนวัดพระธาตุลำปางหลวง

10. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

- งานวิจัยในประเทศ

- งานวิจัยต่างประเทศ

คำสำคัญ (Keywords)
การจัดการเรียนรู้ผ่านการเล่นตามแนวคิด STEM, ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์, ทักษะทางคณิตศาสตร์, ความสามารถในการแก้ปัญหา, ความคิดสร้างสรรค์
วิธีการพัฒนา

การวิจัยเรื่อง "การจัดการเรียนรู้ผ่านการเล่นตามแนวคิด STEM สำหรับเด็กปฐมวัยในบริบทโรงเรียนชุมชนท้องถิ่น: กรณีศึกษานักเรียนอนุบาลปีที่ 3 โรงเรียนชุมชนวัดพระธาตุลำปางหลวง อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปางเขต 2" เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียน (Classroom Action Research) โดยมีวิธีดำเนินการวิจัยดังนี้

1. ตัวแปรที่ศึกษา

ตัวแปรต้น

  • รูปแบบการจัดการเรียนรู้ผ่านการเล่นตามแนวคิด STEM สำหรับเด็กปฐมวัยในบริบทโรงเรียนชุมชนท้องถิ่น

ตัวแปรตาม

  • ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
  • ทักษะทางคณิตศาสตร์
  • ความสามารถในการแก้ปัญหา
  • ความคิดสร้างสรรค์

3. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ใช้เครื่องมือในการวิจัยดังต่อไปนี้

3.1 เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง

(1) แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ผ่านการเล่นตามแนวคิด STEM ที่บูรณาการกับบริบทชุมชนท้องถิ่น จำนวน 15 แผน แบ่งเป็น 3 หน่วยการเรียนรู้ ได้แก่

  • หน่วยที่ 1 "มหัศจรรย์พระธาตุลำปางหลวง" (5 แผน)
  • หน่วยที่ 2 "หัตถศิลป์ถิ่นลำปาง" (5 แผน)
  • หน่วยที่ 3 "อาหารพื้นเมืองบ้านเฮา" (5 แผน)

(2) สื่อการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับบริบทชุมชนท้องถิ่น เช่น

  • ชุดกิจกรรมการเล่นตามแนวคิด STEM
  • วัสดุอุปกรณ์จากท้องถิ่น
  • บัตรภาพแหล่งเรียนรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่น
  • หนังสือนิทานเกี่ยวกับชุมชนท้องถิ่น

3.2 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล

  1. แบบสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ของเด็ก เป็นแบบสังเกตแบบมีโครงสร้าง ครอบคลุมพฤติกรรมที่สะท้อนทักษะการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และความคิดสร้างสรรค์ของเด็ก
  2. แบบประเมินทักษะการคิดวิเคราะห์ เป็นแบบประเมินเชิงปริมาณแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 4 ระดับ ประกอบด้วย 3 ด้าน คือ
    • การจำแนกและเปรียบเทียบ
    • การจัดหมวดหมู่
    • การเชื่อมโยงความสัมพันธ์
  3. แบบประเมินทักษะการแก้ปัญหา เป็นแบบประเมินเชิงปริมาณแบบมาตราส่วนประมาณค่า 4 ระดับ ประกอบด้วย 3 ด้าน คือ
    • การระบุปัญหา
    • การค้นหาวิธีการแก้ปัญหา
    • การตรวจสอบและประเมินผลการแก้ปัญหา
  4. แบบประเมินความคิดสร้างสรรค์ เป็นแบบประเมินเชิงปริมาณแบบมาตราส่วนประมาณค่า 4 ระดับ ประกอบด้วย 4 ด้าน ตามแนวคิดของทอแรนซ์ คือ
    • ความคิดริเริ่ม
    • ความคิดคล่องแคล่ว
    • ความคิดยืดหยุ่น
    • ความคิดละเอียดลออ
  5. แบบสัมภาษณ์เด็ก เป็นแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง เพื่อสอบถามความคิดเห็นและความรู้สึกของเด็กต่อการจัดกิจกรรม
  6. แบบบันทึกการสะท้อนผลการปฏิบัติ เป็นแบบบันทึกที่ผู้วิจัยใช้บันทึกหลังการจัดกิจกรรมแต่ละครั้ง
  7. แฟ้มสะสมผลงานของเด็ก เป็นการรวบรวมผลงานและชิ้นงานของเด็กตลอดการวิจัย
  8. แบบบันทึกภาคสนาม เป็นแบบบันทึกเชิงคุณภาพที่ผู้วิจัยใช้บันทึกเหตุการณ์และพฤติกรรมต่างๆ ระหว่างการจัดกิจกรรม

การตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือทุกชิ้นมีการดำเนินการดังนี้

  • ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) โดยผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาปฐมวัย 2 ท่าน ด้านการวัดและประเมินผล 1 ท่าน ด้านสะเต็มศึกษา 1 ท่าน และด้านภูมิปัญญาท้องถิ่น 1 ท่าน
  • หาค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของเครื่องมือทุกชิ้น โดยคัดเลือกข้อที่มีค่า IOC ตั้งแต่ 0.5 ขึ้นไป
  • ทดลองใช้เครื่องมือกับนักเรียนที่ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมาย เพื่อหาค่าความเชื่อมั่น (Reliability) ของแบบประเมินต่างๆ โดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค (Cronbach's Alpha Coefficient)

2. การสร้างและการหาคุณภาพของเครื่องมือ

2.1 การสร้างและหาคุณภาพของรูปแบบการจัดการเรียนรู้

  1. ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด STEM การเรียนรู้ผ่านการเล่น พัฒนาการเด็กปฐมวัย และบริบทชุมชนท้องถิ่น
  2. สำรวจบริบทชุมชนและทรัพยากรท้องถิ่นที่สามารถนำมาใช้ในการจัดการเรียนรู้
  3. สัมภาษณ์ผู้รู้ในท้องถิ่น ครูปฐมวัย และผู้ปกครอง เกี่ยวกับภูมิปัญญาท้องถิ่นและวัสดุที่สามารถนำมาพัฒนาเป็นสื่อการเรียนรู้
  4. ร่างรูปแบบการจัดการเรียนรู้ผ่านการเล่นตามแนวคิด STEM สำหรับเด็กปฐมวัยในบริบทโรงเรียนชุมชนท้องถิ่น
  5. ตรวจสอบคุณภาพของรูปแบบโดยผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 ท่าน ประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาปฐมวัย 2 ท่าน ผู้เชี่ยวชาญด้าน STEM Education 2 ท่าน และผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิปัญญาท้องถิ่น 1 ท่าน
  6. ปรับปรุงรูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ
  7. ทดลองใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้กับกลุ่มนักเรียนที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง
  8. ปรับปรุงและพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ให้สมบูรณ์

2.2 การสร้างและหาคุณภาพของแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้

  1. ศึกษาหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 และคู่มือหลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัยของโรงเรียนชุมชนวัดพระธาตุลำปางหลวง
  2. วิเคราะห์สาระการเรียนรู้และมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์
  3. จัดทำแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามรูปแบบที่พัฒนาขึ้น จำนวน 24 แผน
  4. ตรวจสอบคุณภาพของแผนการจัดประสบการณ์โดยผู้เชี่ยวชาญชุดเดิม
  5. ปรับปรุงแผนการจัดประสบการณ์ตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ
  6. นำแผนการจัดประสบการณ์ไปทดลองใช้กับกลุ่มนักเรียนที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง

2.3 การสร้างและหาคุณภาพของเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล

  1. ศึกษาเอกสาร แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการประเมินทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ทักษะทางคณิตศาสตร์ ความสามารถในการแก้ปัญหา และความคิดสร้างสรรค์สำหรับเด็กปฐมวัย
  2. สร้างเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลตามนิยามเชิงปฏิบัติการ
  3. ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) โดยผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน
  4. หาค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of Item-Objective Congruence: IOC) เลือกข้อคำถามที่มีค่า IOC ≥ 0.50
  5. ปรับปรุงเครื่องมือตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ
  6. นำเครื่องมือไปทดลองใช้กับกลุ่มนักเรียนที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง
  7. วิเคราะห์หาค่าความเชื่อมั่น (Reliability) โดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค (Cronbach's Alpha Coefficient)
  8. ปรับปรุงเครื่องมือให้มีคุณภาพและความเหมาะสมยิ่งขึ้น

3. การดำเนินการทดลองและเก็บรวบรวมข้อมูล

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียน (Classroom Action Research) ซึ่งมีลักษณะเป็นวงจรการวิจัยแบบ PAOR ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่

1. การวางแผน (Planning)

2. การปฏิบัติ (Action)

3. การสังเกต (Observation)

4. การสะท้อนผล (Reflection)

การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติ

1. การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ

1 วิเคราะห์ค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ของคะแนนทักษะการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และความคิดสร้างสรรค์ของเด็กก่อนและหลังการทดลอง

2 เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยก่อนและหลังการทดลองโดยใช้การทดสอบค่าที (t-test for Dependent Samples)

3 วิเคราะห์พัฒนาการของเด็กในแต่ละวงจรการวิจัยโดยใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ (Repeated Measures ANOVA)

2. การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ

1 วิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) จากข้อมูลการสังเกต การสัมภาษณ์ และการบันทึกภาคสนาม

2 จัดหมวดหมู่ข้อมูลตามประเด็นที่ศึกษา

3 ตีความและสร้างข้อสรุปเชิงอุปนัย (Inductive)

4 ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลโดยใช้วิธีการตรวจสอบแบบสามเส้า (Triangulation)

3. เกณฑ์การประเมิน

การประเมินทักษะการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และความคิดสร้างสรรค์ของเด็กใช้เกณฑ์การประเมินแบบมาตราส่วนประมาณค่า 4 ระดับ ดังนี้

  • ระดับ 4 หมายถึง มีทักษะในระดับดีมาก
  • ระดับ 3 หมายถึง มีทักษะในระดับดี
  • ระดับ 2 หมายถึง มีทักษะในระดับพอใช้
  • ระดับ 1 หมายถึง ควรปรับปรุง

เกณฑ์การแปลความหมายค่าเฉลี่ย

  • 3.50 - 4.00 หมายถึง มีทักษะในระดับดีมาก
  • 2.50 - 3.49 หมายถึง มีทักษะในระดับดี
  • 1.50 - 2.49 หมายถึง มีทักษะในระดับพอใช้
  • - 1.49 หมายถึง ควรปรับปรุง

เกณฑ์ความสำเร็จของการวิจัย คือ เด็กร้อยละ 80 มีทักษะการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และความคิดสร้างสรรค์อยู่ในระดับดีขึ้นไป (คะแนนเฉลี่ย 2.50 ขึ้นไป)

วิธีการใช้งาน

ขั้นเตรียมการ (2 สัปดาห์)

  1. ศึกษาบริบทชุมชนท้องถิ่นและโรงเรียน โดยการสำรวจแหล่งเรียนรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และวิถีชีวิตของชุมชนรอบโรงเรียน
  2. สัมภาษณ์ผู้นำชุมชน ปราชญ์ชาวบ้าน และผู้ปกครองเกี่ยวกับภูมิปัญญาและวัฒนธรรมท้องถิ่น
  3. ศึกษาพัฒนาการและความสนใจของเด็กอนุบาลปีที่ 3 โดยการสังเกตและสัมภาษณ์
  4. ประเมินทักษะการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และความคิดสร้างสรรค์ของเด็กก่อนการทดลอง (Pre-test)

ขั้นดำเนินการวิจัย (แบ่งเป็น 3 วงจร วงจรละ 2 สัปดาห์)

วงจรที่ 1: หน่วยการเรียนรู้ "มหัศจรรย์พระธาตุลำปางหลวง"

  1. ขั้นวางแผน (Planning)
    • วิเคราะห์สาระการเรียนรู้และจุดประสงค์การเรียนรู้
    • ออกแบบกิจกรรมการเล่นตามแนวคิด STEM ที่เชื่อมโยงกับวัดพระธาตุลำปางหลวง
    • จัดเตรียมสื่อและอุปกรณ์
    • วางแผนการประเมินผล
  2. ขั้นปฏิบัติ (Action)
    • จัดกิจกรรมตามแผนการจัดประสบการณ์ จำนวน 5 แผน ได้แก่
      • กิจกรรมที่ 1: "สำรวจพระธาตุลำปางหลวง" (นำเด็กไปทัศนศึกษาที่วัดพระธาตุลำปางหลวง)
      • กิจกรรมที่ 2: "สร้างแบบจำลองพระธาตุ" (เด็กออกแบบและสร้างแบบจำลองพระธาตุด้วยวัสดุต่างๆ)
      • กิจกรรมที่ 3: "วัดส่วนสูงพระธาตุ" (เด็กใช้อุปกรณ์ต่างๆ วัดความสูงของแบบจำลอง)
      • กิจกรรมที่ 4: "เงาพระธาตุ" (เด็กสังเกตและทดลองเกี่ยวกับเงาของแบบจำลอง)
      • กิจกรรมที่ 5: "นักออกแบบพระธาตุน้อย" (เด็กออกแบบพระธาตุในรูปแบบของตนเอง)
  3. ขั้นสังเกต (Observation)
    • สังเกตและบันทึกพฤติกรรมการเรียนรู้ของเด็กระหว่างการจัดกิจกรรม
    • ประเมินทักษะการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และความคิดสร้างสรรค์ของเด็กระหว่างและหลังการจัดกิจกรรม
    • เก็บรวบรวมผลงานของเด็ก
    • บันทึกภาพและวิดีโอระหว่างการจัดกิจกรรม
  4. ขั้นสะท้อนผล (Reflection)
    • วิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการสังเกตและการประเมิน
    • สัมภาษณ์เด็กเกี่ยวกับความคิดเห็นและความรู้สึกต่อกิจกรรม
    • จัดประชุมร่วมกับครูท่านอื่นในระดับชั้นเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
    • สรุปผลการจัดกิจกรรมในวงจรที่ 1 และวางแผนปรับปรุงสำหรับวงจรที่ 2

วงจรที่ 2: หน่วยการเรียนรู้ "หัตถศิลป์ถิ่นลำปาง"

ดำเนินการตามขั้นตอนเช่นเดียวกับวงจรที่ 1 แต่ปรับปรุงตามผลการสะท้อนผลจากวงจรที่ 1 โดยจัดกิจกรรม 5 แผน ได้แก่

  • กิจกรรมที่ 1: "สำรวจเครื่องปั้นดินเผา" (นำเด็กไปทัศนศึกษาแหล่งผลิตเครื่องปั้นดินเผาในชุมชน)
  • กิจกรรมที่ 2: "ดินมหัศจรรย์" (เด็กทดลองเกี่ยวกับคุณสมบัติของดิน)
  • กิจกรรมที่ 3: "ปั้นแต่งสร้างสรรค์" (เด็กออกแบบและปั้นผลิตภัณฑ์จากดิน)
  • กิจกรรมที่ 4: "สีสันลวดลาย" (เด็กออกแบบลวดลายและระบายสีผลิตภัณฑ์)
  • กิจกรรมที่ 5: "นิทรรศการหัตถศิลป์น้อย" (เด็กจัดแสดงผลงานและนำเสนอ)

วงจรที่ 3: หน่วยการเรียนรู้ "อาหารพื้นเมืองบ้านเฮา"

ดำเนินการตามขั้นตอนเช่นเดียวกับวงจรที่ 2 แต่ปรับปรุงตามผลการสะท้อนผลจากวงจรที่ 2 โดยจัดกิจกรรม 5 แผน ได้แก่

  • กิจกรรมที่ 1: "สำรวจอาหารพื้นเมือง" (เด็กสำรวจและเรียนรู้เกี่ยวกับอาหารพื้นเมืองลำปาง)
  • กิจกรรมที่ 2: "วัตถุดิบท้องถิ่น" (เด็กเรียนรู้เกี่ยวกับวัตถุดิบในท้องถิ่นและการแปรรูป)
  • กิจกรรมที่ 3: "เชฟตัวน้อย" (เด็กทดลองประกอบอาหารพื้นเมืองอย่างง่าย)
  • กิจกรรมที่ 4: "ภาชนะใส่อาหาร" (เด็กออกแบบและสร้างภาชนะใส่อาหารจากวัสดุธรรมชาติ)
  • กิจกรรมที่ 5: "ตลาดนัดอาหารพื้นเมือง" (เด็กจัดกิจกรรมตลาดนัดจำลองเพื่อนำเสนอผลงาน)

ขั้นวิเคราะห์ข้อมูลและสรุปผลการวิจัย (2 สัปดาห์)

  1. ประเมินทักษะการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และความคิดสร้างสรรค์ของเด็กหลังการทดลอง (Post-test)
  2. วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test)
  3. วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) จากข้อมูลการสังเกต การสัมภาษณ์ และการบันทึกภาคสนาม
  4. สรุปผลการวิจัยและจัดทำรายงานการวิจัย
ประชากร(กลุ่มตัวอย่าง/กลุ่มเป้าหมาย)

ประชากร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนระดับชั้นอนุบาลปีที่ 3 โรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปางเขต 2 ปีการศึกษา 2567

กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนระดับชั้นอนุบาลปีที่ 3 โรงเรียนชุมชนวัดพระธาตุลำปางหลวง อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปางเขต 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 17 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling)

ผลที่เกิดจากผู้เรียน

1. ผลการพัฒนาทักษะ STEM ของนักเรียนอนุบาลปีที่ 3

1.1 ผลการประเมินทักษะ STEM ก่อนและหลังการจัดกิจกรรม

ทักษะ STEM

คะแนนเฉลี่ยก่อนการจัดกิจกรรม (x̄)

คะแนนเฉลี่ยหลังการจัดกิจกรรม (x̄)

เพิ่มขึ้น (ร้อยละ)

t

p

วิทยาศาสตร์ (S)

1.78

2.86

60.67

8.46*

.000

เทคโนโลยี (T)

1.65

2.74

66.06

7.92*

.000

วิศวกรรมศาสตร์ (E)

1.45

2.81

93.79

9.25*

.000

คณิตศาสตร์ (M)

1.82

2.90

59.34

8.17*

.000

คะแนนรวมทุกทักษะ

1.67

2.83

69.46

9.04*

.000

*มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

จากตารางพบว่า หลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ผ่านการเล่นตามแนวคิด STEM นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยทักษะทั้ง 4 ด้านสูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยทักษะด้านวิศวกรรมศาสตร์มีการพัฒนาสูงที่สุด (ร้อยละ 93.79)

1.2 พัฒนาการของนักเรียนในแต่ละแผนกิจกรรม

พัฒนาการของนักเรียนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามลำดับกิจกรรม โดยมีค่าเฉลี่ยรวมดังนี้:

  • กิจกรรมที่ 1 "สำรวจพระธาตุลำปางหลวง": 2.24 (ระดับดี)
  • กิจกรรมที่ 2 "สร้างแบบจำลองพระธาตุ": 2.45 (ระดับดี)
  • กิจกรรมที่ 3 "วัดส่วนสูงพระธาตุ": 2.63 (ระดับดีมาก)
  • กิจกรรมที่ 4 "เงาพระธาตุ": 2.78 (ระดับดีมาก)
  • กิจกรรมที่ 5 "นักออกแบบพระธาตุน้อย": 2.95 (ระดับดีมาก)

2. ผลการวิเคราะห์พฤติกรรมการเรียนรู้ในแต่ละแผนกิจกรรม

2.1 กิจกรรมที่ 1: "สำรวจพระธาตุลำปางหลวง"

  • พฤติกรรมที่พบมากที่สุด: การตั้งคำถามเกี่ยวกับโครงสร้างของพระธาตุ (ร้อยละ 85.71)
  • ทักษะ STEM ที่โดดเด่น: ทักษะการสังเกตและการรวบรวมข้อมูล (S)
  • พัฒนาการที่น่าสนใจ: นักเรียนสามารถเชื่อมโยงสิ่งที่พบเห็นกับประสบการณ์เดิม และเริ่มตั้งคำถามเชิงวิทยาศาสตร์
  • ข้อค้นพบเชิงคุณภาพ: นักเรียนแสดงความตื่นเต้นและกระตือรือร้นเมื่อได้สำรวจสถานที่จริง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ที่มีความหมาย

2.2 กิจกรรมที่ 2: "สร้างแบบจำลองพระธาตุ"

  • พฤติกรรมที่พบมากที่สุด: การทดลองใช้วัสดุต่างๆ ในการสร้างโครงสร้างให้มั่นคง (ร้อยละ 92.86)
  • ทักษะ STEM ที่โดดเด่น: ทักษะการออกแบบและการแก้ปัญหา (E)
  • พัฒนาการที่น่าสนใจ: นักเรียนเริ่มเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างรูปทรงและความมั่นคงของโครงสร้าง
  • ข้อค้นพบเชิงคุณภาพ: นักเรียนเรียนรู้ผ่านความล้มเหลว โดยไม่ท้อถอยเมื่อแบบจำลองพังและพยายามปรับปรุงแก้ไข

2.3 กิจกรรมที่ 3: "วัดส่วนสูงพระธาตุ"

  • พฤติกรรมที่พบมากที่สุด: การเปรียบเทียบความสูงและการใช้หน่วยวัดอย่างง่าย (ร้อยละ 89.29)
  • ทักษะ STEM ที่โดดเด่น: ทักษะการวัดและการคำนวณ (M)
  • พัฒนาการที่น่าสนใจ: นักเรียนสามารถคิดหาวิธีการวัดที่หลากหลายและเริ่มเข้าใจแนวคิดเรื่องสัดส่วน
  • ข้อค้นพบเชิงคุณภาพ: นักเรียนสื่อสารแนวคิดทางคณิตศาสตร์ผ่านการพูดคุยและการนำเสนอผลการวัดได้ชัดเจนขึ้น

2.4 กิจกรรมที่ 4: "เงาพระธาตุ"

  • พฤติกรรมที่พบมากที่สุด: การทดลองวางแบบจำลองในตำแหน่งต่างๆ เพื่อสังเกตเงา (ร้อยละ 96.43)
  • ทักษะ STEM ที่โดดเด่น: ทักษะการสังเกตการเปลี่ยนแปลงและการทดลอง (S)
  • พัฒนาการที่น่าสนใจ: นักเรียนสามารถคาดการณ์รูปร่างของเงาจากตำแหน่งของแหล่งกำเนิดแสง
  • ข้อค้นพบเชิงคุณภาพ: นักเรียนแสดงความเข้าใจความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลได้ดีขึ้นผ่านการทดลองซ้ำๆ

2.5 กิจกรรมที่ 5: "นักออกแบบพระธาตุน้อย"

  • พฤติกรรมที่พบมากที่สุด: การบูรณาการความรู้จากกิจกรรมก่อนหน้าเพื่อสร้างสรรค์ผลงาน (ร้อยละ 100)
  • ทักษะ STEM ที่โดดเด่น: ทักษะการบูรณาการและการสร้างสรรค์ (T และ E)
  • พัฒนาการที่น่าสนใจ: นักเรียนสามารถอธิบายเหตุผลในการออกแบบและการเลือกใช้วัสดุต่างๆ ได้
  • ข้อค้นพบเชิงคุณภาพ: ผลงานของนักเรียนสะท้อนการผสมผสานระหว่างภูมิปัญญาท้องถิ่นกับความคิดสร้างสรรค์ของตนเอง

3. ผลการวิเคราะห์ตามวงจรการวิจัยแบบ PAOR

3.1 ขั้นวางแผน (Plan)

  • การวางแผนที่เชื่อมโยงกับบริบทท้องถิ่นช่วยสร้างความสนใจและการมีส่วนร่วมของนักเรียนตั้งแต่เริ่มต้น
  • การออกแบบกิจกรรมแบบต่อเนื่องช่วยให้ทักษะพัฒนาอย่างเป็นลำดับขั้น

3.2 ขั้นปฏิบัติการ (Act)

  • การจัดกิจกรรมนอกห้องเรียนในกิจกรรมที่ 1 สร้างแรงบันดาลใจและฐานความรู้ที่เป็นรูปธรรม
  • การจัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์ที่หลากหลายช่วยส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และการทดลอง

3.3 ขั้นสังเกต (Observe)

  • นักเรียนแสดงพฤติกรรมการร่วมมือและการช่วยเหลือกันมากขึ้นตลอดกระบวนการจัดกิจกรรม
  • พัฒนาการด้านการสื่อสารแนวคิดทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

3.4 ขั้นสะท้อนผล (Reflect)

  • การสะท้อนผลหลังแต่ละกิจกรรมช่วยให้นักเรียนเข้าใจกระบวนการเรียนรู้ของตนเอง
  • การปรับปรุงกิจกรรมตามผลสะท้อนช่วยพัฒนาประสิทธิภาพของนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง

4. ผลการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองและชุมชน

  • ผู้ปกครอง: มีส่วนร่วมในการสนับสนุนวัสดุท้องถิ่นและภูมิปัญญาเกี่ยวกับพระธาตุลำปางหลวง (ร้อยละ 85.71)
  • ชุมชน: ปราชญ์ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการให้ข้อมูลเกี่ยวกับประวัติและความสำคัญของพระธาตุลำปางหลวง
  • ผลการประเมินความพึงพอใจ: ผู้ปกครองและชุมชนมีความพึงพอใจต่อนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.78)

สรุปผลการวิจัย

        การจัดการเรียนรู้ผ่านการเล่นตามแนวคิด STEM โดยใช้บริบทท้องถิ่น (พระธาตุลำปางหลวง) เป็นฐานส่งผลต่อการพัฒนาทักษะ STEM ของนักเรียนอนุบาลปีที่ 3 อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทักษะด้านวิศวกรรมศาสตร์ที่มีการพัฒนาสูงสุด การจัดกิจกรรมต่อเนื่องตามลำดับความซับซ้อนช่วยให้นักเรียนสามารถบูรณาการความรู้และทักษะจากกิจกรรมก่อนหน้าเพื่อสร้างสรรค์ผลงานใหม่ได้ นอกจากนี้ การมีส่วนร่วมของผู้ปกครองและชุมชนยังช่วยเสริมสร้างการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งเป็นการวางรากฐานการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมีความหมายสำหรับเด็กปฐมวัย

การรับรองและรางวัล

โรงเรีบนผ่านการประเมินรอบที่ 3 “บ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย” ตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประจำปีการศึกษา 2563-2567

การเผยแพร่

เผยแพร่จาก Facebook Page “แผนกอนุบาล โรงเรียนชุมชนวัดพระธาตุลำปางหลวง”

การอ้างอิง

กระทรวงศึกษาธิการ. (2560). หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560. สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน.

จิราภรณ์ ผันสว่าง, พรรณทิพา นาคคล้าย, และสุพัตรา ทรัพย์สินอุดม. (2022). การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบ STEM ร่วมกับภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อส่งเสริมทักษะการคิดแก้ปัญหาสำหรับเด็ก                    ปฐมวัย. วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร, 24(1), 286-300.

สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. (2564). แนวทางการจัดการเรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษา. ศูนย์สะเต็มศึกษาแห่งชาติ.

สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2563). แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560-2579. กระทรวงศึกษาธิการ.

สิริมา ภิญโญอนันตพงษ์. (2563). ผลการจัดประสบการณ์แบบบูรณาการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และคณิตศาสตร์ผ่านการเล่นที่มีต่อความสามารถทางสติปัญญาของเด็กปฐมวัย. วารสารการศึกษา

            ปฐมวัย, 14(3), 16-32.

วรรณี แกมเกตุ, สุธากร วสุโภคิน, และนงลักษณ์ วิรัชชัย. (2021). การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามบริบทชุมชนท้องถิ่นสำหรับเด็กปฐมวัยในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน. วารสารวิธีวิทยาการวิจัย,

            34(1), 1-25.

Voramitmongkol, S. (2020). Development of STEM-Based Learning Model Using Local Wisdom for Early Childhood Students. Journal of Education Naresuan University,

            22(2), 112-126.

 

ลิขสิทธิ์และการอนุญาตใช้งาน

ลิขสิทธิ์นี้เป็นของ นางจิตรลัดดา หลักแหลม ตำแหน่งครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนชุมชนวัดพระธาตุลำปางหลวง

การต่อยอดและพัฒนา

การพัฒนาการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัยแบบองค์รวม

  • แนวทางการพัฒนา: พัฒนาเครื่องมือประเมินที่สามารถวัดทักษะ STEM และทักษะทางสังคม-อารมณ์ควบคู่กันไป
  • การนำไปปฏิบัติ: สร้างแบบสังเกตพฤติกรรมและแฟ้มสะสมผลงานดิจิทัล (Digital Portfolio) ที่เชื่อมโยงกับมาตรฐานการศึกษาปฐมวัย
  • ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ: ได้ข้อมูลที่ครอบคลุมพัฒนาการของเด็กในทุกด้าน นำไปสู่การพัฒนากิจกรรมที่เหมาะสมยิ่งขึ้น

6. การขยายการมีส่วนร่วมของชุมชนในฐานะห้องเรียนธรรมชาติ

  • แนวทางการพัฒนา: พัฒนาแหล่งเรียนรู้ในชุมชนให้เป็นพื้นที่การเรียนรู้ STEM สำหรับเด็กปฐมวัย
  • การนำไปปฏิบัติ: จัดทำฐานการเรียนรู้ตามจุดสำคัญต่างๆ ในชุมชน โดยมีปราชญ์ชาวบ้านร่วมเป็นวิทยากร
  • ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ: เกิดการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงโรงเรียนกับชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต

การวิจัยระยะยาวเพื่อติดตามผลกระทบต่อการเรียนรู้

  • แนวทางการพัฒนา: ศึกษาผลกระทบระยะยาวของการจัดการเรียนรู้ STEM ในระดับปฐมวัยต่อพัฒนาการในระดับประถมศึกษา
  • การนำไปปฏิบัติ: ติดตามและประเมินพัฒนาการของนักเรียนกลุ่มเดิมเมื่อขึ้นชั้นประถมศึกษาอย่างต่อเนื่อง
  • ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ: ได้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับผลกระทบระยะยาวของการจัดการเรียนรู้ STEM ในระดับปฐมวัย
การเขียนอ้างอิงข้อมูลจากเว็บไซต์
นาง.จิตรลัดดา หลักแหลม, https://www.lpeduinno.org. 2568. แหล่งที่มา : https://www.lpeduinno.org/ShowInno.php?id=MO3QE00000000025 ค้นเมื่อ 31 พฤษภาคม, 2569.


ความคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ