อ่านแล้ว 127 ครั้ง
ข้อมูลนวัตกรรม
ชื่อนวัตกรรม :
การพัฒนาชุดกิจกรรม STEM Education โดยการประยุกต์ใช้ทรัพยากรท้องถิ่นจังหวัดลำปาง เพื่อเสริมสร้างเจตคติและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวังทรายคำวิทยา (ปงวังอนุสรณ์) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึก
ประเภทนวัตกรรม :
STEM Education
ระดับการศึกษา :
ขยายโอกาส (ประถม-มัธยมตอนต้น)
กลุ่มสาระการเรียนรู้ :
สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
ข้อมูลผู้พัฒนา
ชื่อ-สกุลผู้พัฒนา :
นายทศพร คนหลัก
โรงเรียน/หน่วยงาน :
วังทรายคำวิทยา(ปงวังอนุสรณ์)
กลุ่มสาระการเรียนรู้/วิชาที่สอน :
สังคมศึกษา
อีเมล :
thotsaphorn91@gmail.com
แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง
แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้แบบ STEM Education
ความหมายและความสำคัญของ STEM Education
STEM Education เป็นแนวทางการจัดการศึกษาที่บูรณาการองค์ความรู้ 4 สาขาวิชา ได้แก่ วิทยาศาสตร์ (Science) เทคโนโลยี (Technology) วิศวกรรมศาสตร์ (Engineering) และคณิตศาสตร์ (Mathematics) เข้าด้วยกัน โดยมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และการประยุกต์ใช้ความรู้ในสถานการณ์จริง แนวคิดพื้นฐานของ STEM Education ไม่ใช่เพียงการสอนทั้ง 4 สาขาวิชาแยกกัน แต่เป็นการผสมผสานศาสตร์ต่างๆ เข้าด้วยกันอย่างมีความหมาย ตามที่ Kelley และ Knowles (2020) ได้อธิบายว่า STEM เป็นวิธีการสอนแบบองค์รวมที่เชื่อมโยงบริบทโลกแห่งความเป็นจริงกับกระบวนการเรียนรู้ในชั้นเรียน ทำให้ผู้เรียนมองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างสาขาวิชาและสามารถนำไปประยุกต์ใช้แก้ปัญหาในชีวิตประจำวันได้ สอดคล้องกับงานวิจัยของ Li et al. (2020) ที่พบว่าการบูรณาการ STEM ช่วยเพิ่มความเข้าใจเชิงลึกของผู้เรียนและสร้างแรงจูงใจในการเรียนรู้ นอกจากนี้ Margot และ Kettler (2023) ยังชี้ให้เห็นว่าแนวคิดพื้นฐานของ STEM Education คือการส่งเสริมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติ การทดลอง การออกแบบ และการสร้างสรรค์นวัตกรรม ซึ่งสอดคล้องกับทฤษฎีการเรียนรู้แบบสร้างความรู้ด้วยตนเอง (Constructivism) ที่เชื่อว่าผู้เรียนสร้างความรู้ได้ดีที่สุดผ่านประสบการณ์ตรงและการมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม
องค์ประกอบของการจัดการเรียนรู้แบบ STEM Education
กระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม : เป็นแกนหลักของการจัดการเรียนรู้ ประกอบด้วยการระบุปัญหา การรวบรวมข้อมูล การออกแบบวิธีแก้ปัญหา การสร้างต้นแบบ การทดสอบ และการปรับปรุงแก้ไข (Siripattrachai, 2020)
การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน : ใช้สถานการณ์ปัญหาที่ท้าทายเป็นตัวกระตุ้นให้ผู้เรียนแสวงหาความรู้และทักษะที่จำเป็นในการแก้ปัญหา (Panyakham & Sareetee, 2021)
การเรียนรู้แบบโครงงาน : ผู้เรียนดำเนินการโครงงานที่มีความซับซ้อนและยาวนานเพียงพอที่จะพัฒนาทักษะและความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง (Phothong & Panjaburee, 2022)
เทคโนโลยีสนับสนุนการเรียนรู้ : การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เช่น ความเป็นจริงเสริม (AR) จำลองสถานการณ์ และเครื่องมือการเรียนรู้ออนไลน์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ (Nuangchalerm et al., 2023)
การประเมินผลตามสภาพจริง : การประเมินที่สะท้อนความสามารถในการประยุกต์ใช้ความรู้และทักษะในสถานการณ์จริง รวมถึงการประเมินชิ้นงานและกระบวนการทำงาน (Techakosit & Wannapiroon, 2022)
การจัดการเรียนรู้แบบ STEM Education ในประเทศไทย
พัฒนาครูผู้สอนให้มีความรู้และทักษะในการจัดการเรียนรู้แบบ STEM Education ผ่านการอบรมเชิงปฏิบัติการและการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community) (สุทธิดา จำรัส และคณะ, 2021)
สร้างแหล่งเรียนรู้และพัฒนาสื่อการเรียนการสอนที่สนับสนุนการจัดการเรียนรู้แบบ STEM Education โดยเฉพาะสื่อที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย (วิจารณ์ พานิช, 2022)
ปรับระบบการวัดและประเมินผลให้สอดคล้องกับแนวคิด STEM Education โดยเน้นการประเมินทักษะกระบวนการและการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์จริง (วรรณทิพา รอดแรงค้า, 2020)
ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสถานศึกษา สถาบันอุดมศึกษา และภาคเอกชน ในการพัฒนาหลักสูตรและกิจกรรมการเรียนรู้แบบ STEM Education ที่ตอบสนองความต้องการของตลาดแรงงานและสังคม (กระทรวงศึกษาธิการ, 2023)
บูรณาการ STEM Education เข้ากับภูมิปัญญาท้องถิ่นและบริบทชุมชน เพื่อสร้างการเรียนรู้ที่มีความหมายและสอดคล้องกับวิถีชีวิตของผู้เรียน (ธีรพงษ์ วิริยานนท์ และคณะ, 2023)
แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้
2.1 ความหมายและความสำคัญของชุดกิจกรรมการเรียนรู้
ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เป็นนวัตกรรมทางการศึกษาที่ออกแบบขึ้นเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมและการเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยมีพื้นฐานมาจากทฤษฎีการเรียนรู้เชิงรุก ( Active Learning) ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง สุภาพร สิงห์ทอง และคณะ (2021) ได้นิยามชุดกิจกรรมการเรียนรู้ว่าเป็นสื่อประสมที่ประกอบด้วยสื่อ วัสดุ อุปกรณ์ และวิธีการจัดกิจกรรมที่หลากหลาย ซึ่งออกแบบไว้อย่างเป็นระบบเพื่อช่วยให้ผู้เรียนบรรลุวัตถุประสงค์การเรียนรู้ที่กำหนด นอกจากนี้ วัชรี หาญชนะชัยกูล (2022) ยังกล่าวว่าชุดกิจกรรมการเรียนรู้มีลักษณะเป็นสื่อประสมที่มีการบูรณาการทั้งเนื้อหา สื่อ กิจกรรม และการประเมินผลไว้ด้วยกัน ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของ อาพร ตันเจริญ (2023) ที่เสนอว่าชุดกิจกรรมการเรียนรู้เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 โดยเฉพาะทักษะการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และการทำงานร่วมกัน แนวคิดพื้นฐานของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ยังตั้งอยู่บนหลักการของทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ (Constructivism) ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองผ่านประสบการณ์และการลงมือปฏิบัติ โดย สมศักดิ์ ภูวิภาดาวรรธน์ (2020) ได้อธิบายว่าชุดกิจกรรมการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพควรเอื้อให้ผู้เรียนได้สร้างความรู้ความเข้าใจด้วยตนเองผ่านกระบวนการคิด วิเคราะห์ และการลงมือปฏิบัติจริง
2.3 ขั้นตอนการสร้างชุดกิจกรรมการเรียนรู้
1.ขั้นการวิเคราะห์ (Analysis): วิเคราะห์หลักสูตร ผู้เรียน สภาพแวดล้อม และทรัพยากรที่มี
2”.ขั้นการออกแบบ (Design): กำหนดวัตถุประสงค์ เนื้อหา กิจกรรม และการประเมินผล
3.ขั้นการพัฒนา (Development): สร้างสื่อ ใบงาน คู่มือครู และคู่มือนักเรียน
4.ขั้นการทดลองใช้ (Implementation): ทดลองใช้แบบรายบุคคล กลุ่มย่อย และกลุ่มใหญ่
5.ขั้นการประเมินผล (Evaluation): ตรวจสอบประสิทธิภาพและปรับปรุงแก้ไข (Wongdee, 2023)
2.4 การหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้
การหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้เป็นกระบวนการสำคัญที่ช่วยให้ผู้สอนและนักการศึกษาสามารถประเมินคุณภาพของสื่อการเรียนการสอนก่อนนำไปใช้จริง การประเมินประสิทธิภาพมีรากฐานจากทฤษฎีการเรียนรู้และการออกแบบการสอนที่มุ่งเน้นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับผู้เรียน โดยมีหลักการสำคัญคือ การทดสอบคุณภาพของสื่อหรือชุดกิจกรรมการเรียนรู้ในด้านกระบวนการ ( Process) และผลลัพธ์ (Product) ซึ่งเครื่องมือที่นิยมใช้ในการหาประสิทธิภาพ ได้แก่ การหาค่า E1/E2 และการทดสอบประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด เช่น 80/80 หรือ 90/90 (สุวิมล หรรษาภิรมย์โชค, 2021) นอกจากนี้ ยังมีการประยุกต์ใช้การทดสอบแบบภาคสนาม (Field Testing) ที่แบ่งเป็นการทดสอบแบบหนึ่งต่อหนึ่ง การทดสอบกลุ่มเล็ก และการทดสอบภาคสนาม เพื่อนำข้อมูลมาปรับปรุงชุดกิจกรรมให้มีคุณภาพสูงสุด (วรรณี เจตจำนงนุช, 2020) ในปัจจุบัน แนวคิดเกี่ยวกับประสิทธิภาพได้ขยายขอบเขตไปสู่การพิจารณาความสอดคล้องกับทักษะในศตวรรษที่ 21 และการเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended Learning) ซึ่งจำเป็นต้องมีการประเมินประสิทธิภาพที่ครอบคลุมทั้งมิติออนไลน์และออฟไลน์ (พิมพันธ์ เดชะคุปต์ และพเยาว์ ยินดีสุข, 2023)
เจตคติต่อการเรียนวิทยาศาสตร์
3.1 ความหมายและความสำคัญของเจตคติต่อการเรียนวิทยาศาสตร์
เจตคติต่อการเรียนวิทยาศาสตร์ หมายถึง ความรู้สึก ความคิดเห็น และความเชื่อของผู้เรียนที่มีต่อการเรียนวิทยาศาสตร์ ซึ่งแสดงออกผ่านพฤติกรรมการตอบสนองต่อการเรียนในเชิงบวกหรือเชิงลบ ( Suprapto, 2022) เจตคติเหล่านี้มีผลต่อความสนใจ ความกระตือรือร้น และความมุ่งมั่นในการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ปัจจุบันนักการศึกษาได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเจตคติเชิงบวกต่อวิทยาศาสตร์มากขึ้น เนื่องจากพบว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและการเลือกเส้นทางอาชีพด้านวิทยาศาสตร์ในอนาคต
การศึกษาของ Walan และ Chang Rundgren (2020) แสดงให้เห็นว่าเจตคติต่อวิทยาศาสตร์ประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก 3 ด้าน ได้แก่ ด้านพุทธิพิสัย (ความรู้ความเข้าใจ) ด้านจิตพิสัย (ความรู้สึกและอารมณ์) และด้านทักษะพิสัย (การแสดงพฤติกรรม) ซึ่งองค์ประกอบเหล่านี้มีความสัมพันธ์และส่งผลซึ่งกันและกัน นอกจากนี้ Teig และคณะ (2023) ยังพบว่าเจตคติต่อวิทยาศาสตร์มีความสัมพันธ์กับการรับรู้ความสามารถของตนเอง (self-efficacy) ซึ่งมีอิทธิพลอย่างมากต่อการพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ดังนั้น การส่งเสริมให้ผู้เรียนมีเจตคติที่ดีต่อการเรียนวิทยาศาสตร์จึงเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาการศึกษาวิทยาศาสตร์ให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืน
3.2 การวัดและประเมินเจตคติต่อการเรียนวิทยาศาสตร์
การวัดและประเมินเจตคติต่อการเรียนวิทยาศาสตร์เป็นกระบวนการสำคัญในการศึกษาวิทยาศาสตร์ที่มุ่งเน้นการประเมินความรู้สึก ความคิดเห็น และพฤติกรรมของผู้เรียนที่มีต่อวิชาวิทยาศาสตร์ เจตคติเป็นองค์ประกอบที่ไม่สามารถวัดได้โดยตรง แต่สามารถวัดได้จากการแสดงออกทางความคิด ความรู้สึก และพฤติกรรม ( Atmaca et al., 2020) การวัดเจตคติต่อวิทยาศาสตร์มีพื้นฐานมาจากทฤษฎีทางจิตวิทยาการศึกษาที่มุ่งเน้นความสัมพันธ์ระหว่างความคิด ความรู้สึก และพฤติกรรม องค์ประกอบสำคัญของการวัดเจตคติประกอบด้วย 3 ด้าน ได้แก่ ด้านพุทธิพิสัย (Cognitive) ด้านจิตพิสัย (Affective) และด้านพฤติพิสัย (Behavioral) (Romine et al., 2020) แนวคิดพื้นฐานในการวัดเจตคติมักใช้เครื่องมือหลากหลายรูปแบบ เช่น แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า แบบสังเกตพฤติกรรม การสัมภาษณ์ และการใช้แบบวัดทัศนคติแบบลิเคิร์ท (Likert Scale) ซึ่งเป็นที่นิยมมากที่สุด นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาเครื่องมือที่หลากหลายขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของการศึกษาในปัจจุบัน เช่น การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการประเมิน และการวัดเจตคติแบบออนไลน์ (Sánchez-Martín et al., 2021) ความเที่ยงตรงและความเชื่อมั่นเป็นคุณสมบัติสำคัญของเครื่องมือวัดเจตคติที่ดี การพัฒนาเครื่องมือจำเป็นต้องคำนึงถึงปัจจัยเหล่านี้เพื่อให้ได้ผลการวัดที่น่าเชื่อถือและสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
3.3 แนวทางการพัฒนาเจตคติต่อการเรียนวิทยาศาสตร์
การวัดและประเมินเจตคติต่อการเรียนวิทยาศาสตร์เป็นกระบวนการสำคัญในการศึกษาวิทยาศาสตร์ที่มุ่งเน้นการประเมินความรู้สึก ความคิดเห็น และพฤติกรรมของผู้เรียนที่มีต่อวิชาวิทยาศาสตร์ เจตคติเป็นองค์ประกอบที่ไม่สามารถวัดได้โดยตรง แต่สามารถวัดได้จากการแสดงออกทางความคิด ความรู้สึก และพฤติกรรม ( Atmaca et al., 2020) การวัดเจตคติต่อวิทยาศาสตร์มีพื้นฐานมาจากทฤษฎีทางจิตวิทยาการศึกษาที่มุ่งเน้นความสัมพันธ์ระหว่างความคิด ความรู้สึก และพฤติกรรม องค์ประกอบสำคัญของการวัดเจตคติประกอบด้วย 3 ด้าน ได้แก่ ด้านพุทธิพิสัย (Cognitive) ด้านจิตพิสัย (Affective) และด้านพฤติพิสัย (Behavioral) (Romine et al., 2020) แนวคิดพื้นฐานในการวัดเจตคติมักใช้เครื่องมือหลากหลายรูปแบบ เช่น แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า แบบสังเกตพฤติกรรม การสัมภาษณ์ และการใช้แบบวัดทัศนคติแบบลิเคิร์ท (Likert Scale) ซึ่งเป็นที่นิยมมากที่สุด นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาเครื่องมือที่หลากหลายขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของการศึกษาในปัจจุบัน เช่น การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการประเมิน และการวัดเจตคติแบบออนไลน์ (Sánchez-Martín et al., 2021) ความเที่ยงตรงและความเชื่อมั่นเป็นคุณสมบัติสำคัญของเครื่องมือวัดเจตคติที่ดี การพัฒนาเครื่องมือจำเป็นต้องคำนึงถึงปัจจัยเหล่านี้เพื่อให้ได้ผลการวัดที่น่าเชื่อถือและสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ส่วนที่ 2: การประยุกต์ใช้
การวัดและประเมินเจตคติต่อการเรียนวิทยาศาสตร์สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้หลากหลายรูปแบบในบริบทการศึกษา ครูสามารถใช้ผลการวัดเจตคติเพื่อปรับปรุงการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับความสนใจและความต้องการของผู้เรียน ( Cansız & Cansız, 2022) การวัดเจตคติอย่างต่อเนื่องช่วยให้ครูติดตามการเปลี่ยนแปลงของผู้เรียนและปรับกลยุทธ์การสอนได้อย่างเหมาะสม ในระดับนโยบายการศึกษา ผลการวัดเจตคติสามารถนำไปใช้ในการออกแบบหลักสูตรและกิจกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมเจตคติเชิงบวกต่อวิทยาศาสตร์ (Wang et al., 2020) นอกจากนี้ในการวิจัยทางการศึกษา การวัดเจตคติยังเป็นตัวแปรสำคัญในการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างเจตคติกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แรงจูงใจ และการเลือกเส้นทางอาชีพในอนาคต การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ช่วยให้การวัดเจตคติมีความแม่นยำและมีประสิทธิภาพมากขึ้น (Sánchez-Martín et al., 2021) นอกจากนี้การวัดเจตคติยังสามารถนำไปใช้ในการออกแบบการเรียนรู้เฉพาะบุคคล (Personalized Learning) ที่ตอบสนองต่อความแตกต่างระหว่างบุคคลของผู้เรียน ทำให้การเรียนรู้วิทยาศาสตร์มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นและตอบสนองต่อความต้องการของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21
ส่วนที่ 3: ข้อค้นพบสำคัญ
งานวิจัยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาได้นำเสนอข้อค้นพบสำคัญเกี่ยวกับการวัดและประเมินเจตคติต่อการเรียนวิทยาศาสตร์หลายประการ การศึกษาของ Romine et al. (2020) พบว่าเครื่องมือวัดเจตคติต่อวิทยาศาสตร์แบบดิจิทัลสามารถเพิ่มความน่าสนใจและความแม่นยำในการวัดเจตคติของผู้เรียนได้ดีกว่าแบบวัดแบบดั้งเดิม ในขณะที่งานวิจัยของ Atmaca et al. (2020) พบความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างเจตคติต่อวิทยาศาสตร์กับความสามารถในการแก้ปัญหาและการคิดวิเคราะห์ของผู้เรียน นอกจากนี้ Wang et al. (2020) ชี้ให้เห็นว่าการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry-based Learning) ส่งผลให้ผู้เรียนมีเจตคติที่ดีต่อวิทยาศาสตร์มากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ งานวิจัยล่าสุดของ Cansız & Cansız (2022) ได้พัฒนาแบบวัดเจตคติที่มีความเที่ยงตรงสูงและสามารถใช้ได้กับกลุ่มผู้เรียนที่หลากหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของการเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended Learning) ข้อค้นพบอีกประการหนึ่งที่น่าสนใจคือการศึกษาของ Sánchez-Martín et al. (2021) ที่พบว่าการใช้แบบวัดเจตคติแบบสะท้อนคิด (Reflective Assessment) ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีการพัฒนาเจตคติเชิงบวกอย่างยั่งยืนมากกว่าการใช้แบบวัดที่เน้นเพียงการประเมินเท่านั้น ข้อค้นพบเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนากระบวนการวัดและประเมินเจตคติต่อวิทยาศาสตร์ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์
4.1 ความหมายและความสำคัญของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
4.2 องค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
4.3 การวัดและประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์
คำสำคัญ (Keywords)
นิยามศัพท์เฉพาะ
ชุดกิจกรรม STEM Education หมายถึง ชุดการเรียนรู้ที่บูรณาการความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ (Science) เทคโนโลยี (Technology) วิศวกรรมศาสตร์ (Engineering) และคณิตศาสตร์ (Mathematics) โดยมีการออกแบบกิจกรรมที่เน้นการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ผ่านกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม ประกอบด้วย 4 ชุดกิจกรรม ได้แก่ 1) นวัตกรรมจากดินเผาลำปาง 2) พลังงานทดแทนจากทรัพยากรท้องถิ่น 3) ผลิตภัณฑ์ชุมชนจากความหลากหลายทางชีวภาพ และ 4) การอนุรักษ์แหล่งน้ำในชุมชน
ทรัพยากรท้องถิ่นจังหวัดลำปาง หมายถึง วัสดุ วัตถุดิบ สิ่งของ และภูมิปัญญาที่มีอยู่ในท้องถิ่นจังหวัดลำปาง ได้แก่ ดินขาวลำปาง พืชสมุนไพรท้องถิ่น วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ภูมิปัญญาการทำเซรามิก และแหล่งน้ำในชุมชน ที่นำมาประยุกต์ใช้เป็นฐานในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
เจตคติต่อการเรียนวิทยาศาสตร์ หมายถึง ความรู้สึก ความคิดเห็น และพฤติกรรมของนักเรียนที่มีต่อการเรียนวิทยาศาสตร์ ซึ่งวัดได้จากแบบวัดเจตคติต่อการเรียนวิทยาศาสตร์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นตามมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ หมายถึง ความรู้ ความเข้าใจ และความสามารถทางการเรียนวิทยาศาสตร์ของนักเรียน ซึ่งวัดได้จากแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์แบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น
การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติ
ประชากร(กลุ่มตัวอย่าง/กลุ่มเป้าหมาย)
การอ้างอิง
บรรณานุกรม
พิมพันธ์ เดชะคุปต์ และ พเยาว์ ยินดีสุข. ( 2023). การจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการตามแนวทาง STEM Education . สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
วรรณี เจตจำนงนุช. ( 2020). [ชื่อเรื่อง]. [สำนักพิมพ์].
Atmaca, S., Kiray, S. A., & Çalik, M. (2020). A multi-perspective examination of science teachers' nature of STEM views. International Journal of Science Education, 42(12), 1960-1982.
Chang Rundgren, S. N. (2020). A systematic review of STEM education research in the Nordic countries: Implications for future research. Nordic Studies in Science Education, 16(4), 460-479.
Romine, W. L., Sadler, T. D., & Kinslow, A. T. (2020). Assessment of scientific literacy: Development and validation of the Quantitative Assessment of Socio-Scientific Reasoning (QuASSR). Journal of Research in Science Teaching, 57(8), 1321-1342.
Sánchez-Martín, J., Álvarez-Gragera, G. J., Dávila-Acedo, M. A., & Mellado, V. (2021). Integration of STEM education in the classroom: Analysis of the teachers' perspective. Eurasia Journal of Mathematics, Science and Technology Education, 17(4), em1949.
Suprapto, N. (2022). Fostering local resources utilization in STEM activities: Development of learning modules for middle school students. Journal of Science and Technology Education Research, 13(2), 112-128.
การเขียนอ้างอิงข้อมูลจากเว็บไซต์
นาย.ทศพร คนหลัก, https://www.lpeduinno.org. 2568. แหล่งที่มา : https://www.lpeduinno.org/ShowInno.php?id=IJ9U800000000050 ค้นเมื่อ 31 พฤษภาคม, 2569.
Micro Learning