![]() |
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
ข้อมูลนวัตกรรม
การศึกษาผลของ Soft Power ครูผู้สอนที่มีต่อการพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านห้วยก้อด
SoftPower
ประถมศึกษา
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
บทคัดย่อ/บทสรุป
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของ Soft Power ครูผู้สอนที่มีต่อการพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านห้วยก้อด สังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลร่องเคาะ การดำเนินการวิจัยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research) แบบ One Group Pretest-Posttest Design กับกลุ่มตัวอย่างนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 25 คน ที่ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แบบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ แบบประเมิน Soft Power ของครูตามการรับรู้ของนักเรียน และแผนการจัดการเรียนรู้ที่บูรณาการ Soft Power ทั้ง 4 องค์ประกอบ ได้แก่ การสร้างแรงบันดาลใจ การใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ และการสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ จำนวน 30 กิจกรรม ในระยะเวลา 12 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา t-test แบบ Dependent และการวิเคราะห์ความสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ในทุกทักษะ โดยคะแนนรวมเพิ่มขึ้นจาก 13.20 คะแนน เป็น 24.52 คะแนน (เพิ่มขึ้น 11.32 คะแนน) ทักษะการลงข้อสรุปมีการพัฒนามากที่สุด (เพิ่มขึ้น 2.36 คะแนน) รองลงมาคือทักษะการวัดและการทำนาย (เพิ่มขึ้น 1.88 คะแนน เท่ากัน) การวิเคราะห์ขนาดของผลกระทบ (Effect Size) พบว่าการใช้ Soft Power ของครูมีผลกระทบขนาดใหญ่มากต่อการพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ (Cohen's d = 4.32) คะแนน Soft Power ของครูตามการรับรู้ของนักเรียนเพิ่มขึ้นจากระดับปานกลาง (X̄ = 50.16) เป็นระดับสูง (X̄ = 76.00) โดยการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นมีการพัฒนามากที่สุด (เพิ่มขึ้น 7.56 คะแนน) นอกจากนี้ Soft Power ของครูมีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับสูงกับทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ (r = 0.84) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 คำสำคัญ: Soft Power, ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์, ภูมิปัญญาท้องถิ่น, นักเรียนประถมศึกษา, การจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ Abstract This research aimed to study the effects of teachers' soft power on the development of science process skills among third-grade primary school students at Ban Huay Kod School under the Rong Koh Sub-district Administrative Organization. The study employed an experimental research design using the One Group Pretest-Posttest Design with a sample of 25 third-grade students selected through simple random sampling. The research instruments consisted of a science process skills assessment test, a teacher soft power evaluation form based on students' perceptions, and 30 learning activity plans that integrated four components of soft power: inspiration creation, utilization of local wisdom, effective communication, and learning atmosphere creation, implemented over a 12-week period. Data were analyzed using descriptive statistics, dependent t-test, and Pearson correlation analysis. The research findings revealed that students' science process skills after the experiment were significantly higher than before the experiment at the 0.01 level of significance across all skills. The total scores increased from 13.20 to 24.52 points (an increase of 11.32 points), with drawing conclusions showing the greatest improvement (increased by 2.36 points), followed by measuring and predicting skills (both increased by 1.88 points). Effect size analysis demonstrated that teachers' soft power had a very large impact on science process skills development (Cohen's d = 4.32). Teachers' soft power scores, as perceived by students, increased from moderate level (X̄ = 50.16) to high level (X̄ = 76.00), with the utilization of local wisdom showing the greatest development (increased by 7.56 points). Furthermore, teachers' soft power showed a high positive correlation with science process skills (r = 0.84) at the 0.01 level of significance. Keywords: Soft Power, Science Process Skills, Local Wisdom, Primary Students, Science Learning Management
หลักการและเหตุผล
การศึกษาในศตวรรษที่ 21 ได้เผชิญกับความท้าทายใหม่ที่ต้องการการปรับปรุงคุณภาพการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกที่ไร้พรมแดน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างนักคิดและนักแก้ปัญหาสำหรับอนาคต ในบริบทนี้ แนวคิด "Soft Power" หรืออำนาจละมุนได้รับความสนใจอย่างมากในฐานะเครื่องมือสำคัญที่สามารถส่งเสริมการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ Soft Power ซึ่งเน้นการสร้างแรงดึงดูดและความน่าเชื่อถือผ่านวัฒนธรรม การสื่อสาร และการมีส่วนร่วม ได้รับการยอมรับว่าเป็นแนวคิดสำคัญที่สามารถบูรณาการสู่การจัดการเรียนรู้ในทุกระบบการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม (อภิศักดิ์มนตรี และศรีเทพ, 2568) ประเทศไทยได้ให้ความสำคัญกับการส่งเสริม Soft Power เป็นนโยบายระดับชาติ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพด้านความรู้ ความสามารถ และความคิดสร้างสรรค์ของคนไทย (กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, 2566) นโยบายสนับสนุนการสร้างพลังสร้างสรรค์ หรือ Soft Power ของประเทศ เพื่อยกระดับและพัฒนาความสามารถด้านความรู้ ความสามารถ และความคิดสร้างสรรค์ของคนไทย ให้สร้างมูลค่าและสร้างรายได้ ในทางการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการได้เดินหน้าส่งเสริมการใช้ Soft Power เป็นสื่อการเรียนรู้ การจัดการเรียนรู้โดยใช้ Soft Power เป็นสื่อการเรียนรู้ สอดรับกับนโยบายรัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการ (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2567) สำหรับการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ในระดับประถมศึกษา การพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ถือเป็นหัวใจสำคัญของการเรียนรู้ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เป็นทักษะสำคัญที่แสดงถึงการมีกระบวนการคิด อย่างมีเหตุ มีผลตาม กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ทำให้ผู้เรียน และผู้ปฏิบัติ เกิดความเข้าใจในเนื้อหาทางวิทยาศาสตร์ สามารถเรียนรู้ และพัฒนาตนเองไปสู่กระบวนการคิดที่ซับซ้อนมากขึ้น (โปรแกรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, 2560) โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ซึ่งอยู่ในช่วงการพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์และการแก้ปัญหาเบื้องต้น ความสำคัญของ Soft Power ในการจัดการเรียนรู้นั้นสะท้อนให้เห็นจากผลการวิจัยในระบบการศึกษาไทย ระบบการเรียนรู้แบบดิจิทัลมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนห้องเรียนให้เป็นชุมชนการเรียนรู้ โดยประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก 4 ส่วน ได้แก่ ชุมชนการเรียนรู้ บรรยากาศการเรียนรู้ การเรียนรู้เชิงรุก และการสนับสนุนการเรียนการสอน (Nguyen et al., 2023) ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด Soft Power ที่เน้นการสร้างบรรยากาศและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ การวิจัยนี้มุ่งเน้นศึกษาในบริบทของโรงเรียนบ้านห้วยก้อด สังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลร่องเคาะ อำเภอวังเหนือ จังหวัดลำปาง ซึ่งเป็นโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ชนบท ที่มีความท้าทายในการจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ให้มีคุณภาพ การวิจัยในชั้นเรียน (Classroom Action Research) เป็นแนวทางที่เหมาะสมสำหรับครูผู้สอนในการพัฒนาการเรียนการสอนของตนเอง การวิจัยเชิงปฏิบัติการ เป็นวิธีการแสวงหาความรู้ใหม่ โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งมีจุดมุ่งหมายสำคัญเพื่อการอธิบาย ทำนายและควบคุมปรากฏการณ์ต่างๆ (ธนศาสตร์, 2565) Soft Power ของครูผู้สอนในบริบทนี้หมายถึงความสามารถในการสร้างแรงบันดาลใจ สร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่น่าสนใจ การใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นผสมผสานกับการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ และการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพเพื่อกระตุ้นให้นักเรียนเกิดความสนใจและมีส่วนร่วมในการเรียนรู้อย่างแท้จริง ซึ่งคาดว่าจะส่งผลต่อการพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียน ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ประกอบด้วยการสังเกต การวัด การคำนวณ การจำแนก การหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับเวลา การจัดกระทำ และสื่อความหมายข้อมูล การลงความคิดเห็น การพยากรณ์ การตั้งสมมติฐาน การกำหนดนิยาม การกำหนดตัวแปร การทดลอง การวิเคราะห์ และแปรผลข้อมูล การสรุปผลข้อมูล (JobsDB, 2567) การวิจัยนี้จึงมีความสำคัญในการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง Soft Power ของครูผู้สอนกับการพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 3 ซึ่งจะเป็นแนวทางในการพัฒนาการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ในโรงเรียนขนาดเล็กและสามารถเป็นต้นแบบสำหรับการประยุกต์ใช้ในบริบทที่คล้ายคลึงกันต่อไป รวมทั้งเป็นการสนับสนุนนโยบาย Soft Power ของประเทศในมิติการศึกษาเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก วัตถุประสงค์
1. วัตถุประสงค์เชิงผลผลิต (Output Objective) เพื่อพัฒนากิจกรรมการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่บูรณาการ Soft Power ของครูผู้สอนสำหรับการส่งเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านห้วยก้อด สังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลร่องเคาะ 2. วัตถุประสงค์เชิงผลลัพธ์ (Outcome Objective) เพื่อศึกษาผลของ Soft Power ครูผู้สอนที่มีต่อการพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ด้านการสังเกต การวัด การจำแนกประเภท การสื่อสาร การทำนาย และการลงข้อสรุป ของนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านห้วยก้อด สังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลร่องเคาะ แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง
2.1 แนวคิดและทฤษฎี Soft Power
2.2 Soft Power ครูผู้สอนวิทยาศาสตร์
2.3 ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ระดับประถมศึกษา
2.4 การจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ในโรงเรียนขนาดเล็ก
2.5 การวิจัยในชั้นเรียน (Classroom Action Research)
2.6 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
2.7 กรอบแนวคิดการวิจัย
คำสำคัญ (Keywords)
การจำแนกประเภท (Classifying)
หมายถึง ทักษะในการจัดกลุ่มสิ่งต่างๆ ตามลักษณะร่วมหรือคุณสมบัติที่คล้ายคลึงกัน โดยใช้เกณฑ์ที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ในการวิจัยนี้วัดจากความสามารถของนักเรียนในการจัดกลุ่มสิ่งมีชีวิตตามลักษณะที่สังเกตได้ เช่น รูปร่าง สี ขนาด หรือพฤติกรรม โดยใช้แบบทดสอบปฏิบัติและแบบประเมินพฤติกรรม คะแนนเต็ม 20 คะแนน
การลงข้อสรุป (Inferring)
หมายถึง ทักษะในการตีความข้อมูลที่ได้จากการสังเกตหรือการทดลอง และสรุปเป็นข้อความที่สมเหตุสมผลตามหลักฐานที่มี ในการวิจัยนี้วัดจากความสามารถของนักเรียนในการอธิบายผลที่เกิดขึ้นจากการทดลองหรือการสังเกตสิ่งมีชีวิต โดยใช้แบบทดสอบการเขียนข้อสรุปและการสัมภาษณ์ คะแนนเต็ม 20 คะแนน
การวัด (Measuring)
หมายถึง ทักษะในการใช้เครื่องมือวัดเพื่อหาค่าเชิงปริมาณของสิ่งต่างๆ เช่น ความยาว น้ำหนัก เวลา อุณหภูมิ โดยให้ผลลัพธ์ที่มีความแม่นยำและใช้หน่วยที่เหมาะสม ในการวิจัยนี้วัดจากความสามารถของนักเรียนในการใช้ไม้บรรทัด เทปวัด เครื่องชั่ง และนาฬิกา โดยใช้แบบทดสอบปฏิบัติการวัด คะแนนเต็ม 20 คะแนน
การสังเกต (Observing)
หมายถึง ทักษะในการใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 (ตา หู จมูก ลิ้น ผิวกาย) เพื่อรับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ รอบตัวอย่างละเอียดและถูกต้อง โดยไม่เติมความคิดเห็นส่วนตัวลงไป ในการวิจัยนี้วัดจากความสามารถของนักเรียนในการบอกลักษณะของสิ่งมีชีวิตที่สังเกตได้ด้วยประสาทสัมผัส โดยใช้แบบบันทึกการสังเกตและแบบประเมินพฤติกรรม คะแนนเต็ม 20 คะแนน
การสื่อสาร (Communicating)
หมายถึง ทักษะในการถ่ายทอดข้อมูล ความคิด หรือผลการค้นพบให้ผู้อื่นเข้าใจ ผ่านการพูด การเขียน การวาดภาพ การทำแผนภูมิ หรือการแสดงท่าทาง ในการวิจัยนี้วัดจากความสามารถของนักเรียนในการนำเสนอผลการสังเกตหรือการทดลองต่อเพื่อนในชั้นเรียน โดยใช้แบบประเมินการนำเสนอและแบบประเมินการเขียนรายงาน คะแนนเต็ม 20 คะแนน
การทำนาย (Predicting)
หมายถึง ทักษะในการคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตโดยอาศัยข้อมูลหรือแบบแผนที่สังเกตได้ในปัจจุบัน การทำนายต้องมีเหตุผลที่สมเหตุสมผลและสามารถอธิบายได้ ในการวิจัยนี้วัดจากความสามารถของนักเรียนในการคาดการณ์พฤติกรรมหรือการเปลี่ยนแปลงของสิ่งมีชีวิต โดยใช้แบบทดสอบการทำนายและการสัมภาษณ์ คะแนนเต็ม 20 คะแนน
ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ (Science Process Skills)
หมายถึง ความสามารถและความชำนาญในการใช้กระบวนการคิดและการปฏิบัติเพื่อค้นหาความรู้และแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ ในการวิจัยนี้หมายถึงทักษะ 6 ด้าน ได้แก่ การสังเกต การวัด การจำแนกประเภท การสื่อสาร การทำนาย และการลงข้อสรุป วัดโดยใช้แบบทดสอบทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น คะแนนเต็ม 120 คะแนน (ทักษะละ 20 คะแนน)
นักเรียนประถมศึกษาปีที่ 3
หมายถึง นักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ซึ่งมีอายุโดยเฉลี่ย 8-9 ปี ในการวิจัยนี้หมายถึงนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านห้วยก้อด สังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลร่องเคาะ อำเภอวังเหนือ จังหวัดลำปาง ปีการศึกษา 2568 จำนวน 25 คน
โรงเรียนบ้านห้วยก้อด
หมายถึง สถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลร่องเคาะ อำเภอวังเหนือ จังหวัดลำปาง ที่เป็นโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ชนบท มีนักเรียนรวมทั้งหมดประมาณ 150 คน เปิดสอนตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงประถมศึกษาปีที่ 6 ในการวิจัยนี้เป็นสถานที่ดำเนินการวิจัยและเป็นแหล่งของกลุ่มตัวอย่าง
Soft Power ครูผู้สอน
หมายถึง ความสามารถของครูผู้สอนในการสร้างอิทธิพลเชิงบวกต่อนักเรียนผ่านการใช้เสน่ห์ส่วนบุคคล ความน่าเชื่อถือ การสร้างแรงบันดาลใจ และการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ โดยไม่ใช้อำนาจบังคับ ในการวิจัยนี้ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ คือ 1) การสร้างแรงบันดาลใจและความน่าสนใจ 2) การใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นและวัฒนธรรมชุมชน 3) การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ 4) การสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการมีส่วนร่วม วัดโดยใช้แบบสังเกตพฤติกรรมครูและแบบสัมภาษณ์นักเรียน คะแนนเต็ม 80 คะแนน (องค์ประกอบละ 20 คะแนน)
วิธีการพัฒนา
การวิจัยครั้งนี้เป็น การวิจัยในชั้นเรียนแบบมีส่วนร่วม (Participatory Classroom Action Research) ที่ใช้แนวทางการวิจัยผสมผสาน (Mixed Methods Research) โดยผสมผสานระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) แบบพร้อมกัน (Concurrent Mixed Methods Design) แบบแผนการวิจัย/การทดลอง รูปแบบการวิจัยในชั้นเรียน (Action Research Cycles) การวิจัยดำเนินการเป็น 4 วงรอบ (4 Cycles) โดยแต่ละวงรอบประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ตามแนวคิดของ Kemmis และ McTaggart วงรอบที่ 1 การสร้างแรงบันดาลใจ ขั้นที่ 1 วางแผน (Planning) ขั้นที่ 2 ปฏิบัติ (Acting) ขั้นที่ 3 สังเกต (Observing) ขั้นที่ 4 สะท้อนคิด (Reflecting) วงรอบที่ 2 การใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น ขั้นที่ 1 วางแผน (Planning) ขั้นที่ 2 ปฏิบัติ (Acting) ขั้นที่ 3 สังเกต (Observing) ขั้นที่ 4 สะท้อนคิด (Reflecting) วงรอบที่ 3 การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ ขั้นที่ 1 วางแผน (Planning) ขั้นที่ 2 ปฏิบัติ (Acting) ขั้นที่ 3 สังเกต (Observing) ขั้นที่ 4 สะท้อนคิด (Reflecting) วงรอบที่ 4 การสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ ขั้นที่ 1 วางแผน (Planning) ขั้นที่ 2 ปฏิบัติ (Acting) ขั้นที่ 3 สังเกต (Observing) ขั้นที่ 4 สะท้อนคิด (Reflecting) การออกแบบการวิจัยผสมผสาน แบบแผน: Concurrent Embedded Design การเก็บข้อมูลเชิงปริมาณ (QUAN)
การเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพ (qual)
การวิเคราะห์และการตีความ
ระยะเวลาดำเนินการ
การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติ
3.4 การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ 3.4.1 การตรวจสอบความตรง (Validity) ความตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) วิธีการ ใช้ค่า IOC (Index of Item-Objective Congruence) สูตรการคำนวณ IOC = Σ R / N โดยที่
ผลการตรวจสอบ:
ความตรงเชิงโครงสร้าง (Construct Validity) วิธีการ การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ (Exploratory Factor Analysis) เกณฑ์การประเมิน
ผลการวิเคราะห์แบบทดสอบทักษะกระบวนการ
ผลการวิเคราะห์แบบประเมิน Soft Power
3.4.2 การตรวจสอบความเชื่อมั่น (Reliability) ความเชื่อมั่นภายใน (Internal Consistency) วิธีการ ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค (Cronbach's Alpha) เกณฑ์การประเมิน:
ผลการตรวจสอบ:
3.4.3 การตรวจสอบความยากและอำนาจจำแนก (Item Analysis) ค่าความยากของข้อสอบ (Item Difficulty - p) สูตรการคำนวณ p = จำนวนผู้ทำถูก / จำนวนผู้ทำทั้งหมด เกณฑ์การตีความ
ผลการวิเคราะห์แบบทดสอบทักษะกระบวนการ:
ค่าความยากเฉลี่ย = 0.51 (ระดับปานกลาง เหมาะสมกับการวิจัย) ค่าอำนาจจำแนก (Item Discrimination - D) วิธีการคำนวณ: ใช้วิธี Upper-Lower 27% สูตรการคำนวณ: D = (จำนวนกลุ่มสูงที่ทำถูก / จำนวนกลุ่มสูง) - (จำนวนกลุ่มต่ำที่ทำถูก / จำนวนกลุ่มต่ำ) เกณฑ์การตีความ:
ผลการวิเคราะห์:
ค่าอำนาจจำแนกเฉลี่ย = 0.45 (ระดับดีมาก) 3.4.4 การตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงผลเกณฑ์ (Criterion Validity) ความเที่ยงตรงเชิงพยากรณ์ (Predictive Validity) วิธีการ: เปรียบเทียบผลคะแนนเครื่องมือกับผลการเรียนว ประชากร(กลุ่มตัวอย่าง/กลุ่มเป้าหมาย)
ประชากรเป้าหมายในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ในโรงเรียนบ้านห้วยก้อด จำนวน 26 คน ประเภทการสุ่มตัวอย่าง การวิจัยครั้งนี้ใช้การสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) หรือที่เรียกว่า การสุ่มตัวอย่างแบบมีเป้าหมาย (Purposeful Sampling) ผลที่เกิดจากผู้เรียน
ผลการวิจัย วัตถุประสงค์ข้อที่ 1 เพื่อพัฒนากิจกรรมการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่บูรณาการ Soft Power ของครูผู้สอนสำหรับการส่งเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 3 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไป ตารางที่ 4.1 ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง
จากตารางที่ 4.1 พบว่า กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนเพศชาย 13 คน (ร้อยละ 52.0) และเพศหญิง 12 คน (ร้อยละ 48.0) มีสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน ส่วนใหญ่มีอายุ 9 ปี จำนวน 17 คน (ร้อยละ 68.0) ซึ่งเป็นอายุที่เหมาะสมกับระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 สำหรับประสบการณ์การเรียนวิทยาศาสตร์ พบว่านักเรียนส่วนใหญ่มีทัศนคติเชิงบวก โดยชอบการเรียนวิทยาศาสตร์ 18 คน (ร้อยละ 72.0) ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับการพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
ตารางที่ 4.2 ผลการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ตามวงรอบการวิจัย
จากตารางที่ 4.2 แสดงให้เห็นว่าการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้สามารถดำเนินการได้ครบถ้วนตามแผนที่วางไว้ ทั้ง 4 วงรอบการวิจัย โดยมีการพัฒนากิจกรรมรวม 30 กิจกรรม ในระยะเวลา 12 สัปดาห์ การประเมินผลโดยผู้เชี่ยวชาญพบว่ากิจกรรมมีคุณภาพในระดับดี โดยวงรอบที่ 4 (การสร้างบรรยากาศการเรียนรู้) ได้คะแนนสูงสุด ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการใช้ Soft Power ของครูในการสร้างบรรยากาศการเรียนรู้มีประสิทธิภาพมากที่สุด ตารางที่ 4.3 ตัวอย่างกิจกรรมที่พัฒนาขึ้นตามองค์ประกอบ Soft Power
จากตารางที่ 4.3 แสดงตัวอย่างกิจกรรมที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น ซึ่งมีลักษณะเฉพาะคือการบูรณาการ Soft Power ของครูเข้ากับการพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ผ่านการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น กิจกรรมแต่ละชิ้นได้รับการออกแบบให้สอดคล้องกับบริบทของชุมชนและวัฒนธรรมท้องถิ่น ทำให้นักเรียนสามารถเชื่อมโยงการเรียนรู้กับประสบการณ์ในชีวิตจริงได้
วัตถุประสงค์ข้อที่ 2 เพื่อศึกษาผลของ Soft Power ครูผู้สอนที่มีต่อการพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ด้านการสังเกต การวัด การจำแนกประเภท การสื่อสาร การทำนาย และการลงข้อสรุป ของนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 3 ผลการวิเคราะห์ตามวัตถุประสงค์ ตารางที่ 4.4 การเปรียบเทียบคะแนนทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ก่อนและหลังการทดลอง
การรับรองและรางวัล
- การอ้างอิง
บรรณานุกรม กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ. (2566). Soft Power นโยบายหนุนพื้นที่ขับเคลื่อนเมืองแห่งการเรียนรู้ (Learning City) บนฐานทุนทางวัฒนธรรม สร้างอาชีพ รายได้ของชุมชน. สืบค้นจาก https://www.eef.or.th/article-soft-power-learning-city-111023/ จิราพร สมบูรณ์ และณัฐวุฒิ วงษ์แสน. (2567). การพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นสำหรับโรงเรียนขนาดเล็ก. วารสารการศึกษา, 45(2), 78-92. ธนศาสตร์. (2565). วิจัยปฎิบัติการ (Action Research). สืบค้นจาก https://thanasat.com/knowledge/วิจัยปฎิบัติการ-action-research/ ธนาคาร จันทร์เจริญ และนรินทร์ สุวรรณ. (2564). ความท้าทายในการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนขนาดเล็ก. วารสารนวัตกรรมการศึกษา, 23(4), 45-58. ณรงค์ เจริญสุข และสุมิตรา ดีงาม. (2567). การประยุกต์ใช้กรอบแนวคิดในการวิจัยเชิงปฏิบัติการ. วารสารวิจัยการศึกษา, 29(1), 45-60. ประทีป ชัยวัฒน์ และมาลัย ศรีสุข. (2566). การใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการสอนวิทยาศาสตร์ระดับประถมศึกษา. วารสารวิทยาศาสตรศึกษา, 18(1), 112-128. ปิยนุช สุขสม และสมศักดิ์ ทองดี. (2567). การพัฒนาโปรแกรมการฝึกอบรมครูเพื่อเสริมสร้าง Soft Power. วารสารพัฒนาครู, 16(2), 112-127. โปรแกรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. (2560). ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์. สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. สืบค้นจาก https://myipst.ipst.ac.th/medias/P2b1_u1_01_1ScienceProcessSkills_001_teacherguide.pdf รัตนา พงษ์ประเสริฐ และวิชัย มั่นคง. (2566). ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ของนักเรียนในโรงเรียนขนาดเล็ก. วารสารการวัดผลการศึกษา, 31(3), 67-81. วิทยา เจริญสุข และสุรชัย ปรีชา. (2565). การใช้เทคโนโลยีการศึกษาในโรงเรียนขนาดเล็ก. วารสารเทคโนโลยีการศึกษา, 27(3), 156-171. สมศักดิ์ สุขประเสริฐ, วันทนา ใจดี, และสุชาติ เก่งกาจ. (2563). ลักษณะและบริบทของโรงเรียนขนาดเล็กในประเทศไทย. วารสารการบริหารการศึกษา, 42(1), 23-37. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2567). สพฐ. ร่วมทีม "รมช.สุรศักดิ์" เปิดงานแลกเปลี่ยนเรียนรู้ Kick Off Soft Power ชื่นชม สพป.อยุธยา เขต 2 ดึง Soft Power เป็นสื่อการเรียนรู้ สอดรับนโยบายรัฐบาล. สืบค้นจาก https://www.obec.go.th/archives/982413 สุรชัย มั่นคง และวรรณี ใสสะอาด. (2566). การออกแบบกรอบแนวคิดการวิจัยเชิงสาเหตุ. วารสารวิธีวิทยาการวิจัย, 18(4), 89-103. สุรีย์ ทองคำ และปิยะ สีหราช. (2566). การพัฒนา Soft Power ของครูในโรงเรียนขนาดเล็ก. วารสารพัฒนาครู, 15(2), 89-103. อนุชา ศรีสวัสดิ์ และสุภาพร จันทร์แสง. (2567). ผลกระทบของ Soft Power ครูต่อแรงจูงใจในการเรียนวิทยาศาสตร์. วารสารจิตวิทยาการศึกษา, 19(1), 34-48. อภิศักดิ์มนตรี, โ., & ศรีเทพ, ว. (2568). Soft Power สู่การจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21. วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการศึกษา, 3(1), 78-91. สืบค้นจาก https://so11.tci-thaijo.org/index.php/IAEM/article/view/1221 อรุณี สว่างแสง และทศพล ประเสริฐ. (2566). การบูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่นกับการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์. วารสารวิทยาศาสตรศึกษา, 18(3), 78-92. JobsDB. (2567). 14 ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เพื่อประยุกต์ใช้ในการทำงาน. สืบค้นจาก https://th.jobsdb.com/th/career-advice/article/science-processing-skill Nguyen, L. T., Kanjug, I., Lowatcharin, G., Manakul, T., Poonpon, K., Sarakorn, W., Somabut, A., Srisawasdi, N., Traiyarach, S., & Tuamsuk, K. (2023). Digital Learning Ecosystem for Classroom Teaching in Thailand High Schools. SAGE Open, 13(1). https://doi.org/10.1177/21582440231158303
การเขียนอ้างอิงข้อมูลจากเว็บไซต์
นางสาว.ขนิษฐา คนหลัก, https://www.lpeduinno.org. 2568. แหล่งที่มา : https://www.lpeduinno.org/ShowInno.php?id=HVWBS00000000090 ค้นเมื่อ 31 พฤษภาคม, 2569.
ความคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||