![]() |
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
ข้อมูลนวัตกรรม
อิฐมอญคณิต : การใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นลำปางสร้างความเข้าใจเศษส่วนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเทศบาล 7 (ศิรินาวินวิทยา) สำนักการศึกษาเทศบาลนครลำปาง จังหวัดลำปาง
SoftPower
ประถมศึกษา
คณิตศาสตร์
บทคัดย่อ/บทสรุป
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนานวัตกรรม "อิฐมอญคณิต" ที่บูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่น อิฐมอญลำปางเข้ากับการเรียนการสอนเรื่องเศษส่วน และเพื่อศึกษาผลของการใช้นวัตกรรมที่มีต่อความเข้าใจเรื่องเศษส่วนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเทศบาล 7 (ศิรินาวินวิทยา) จังหวัดลำปาง จำนวน 20 คน ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงทดลองแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังการทดลอง (One-Group Pretest-Posttest Design) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) นวัตกรรม "อิฐมอญคณิต" ซึ่งมีแผนการจัดการเรียนรู้ 8 แผน 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องเศษส่วน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า:
โดยสรุป นวัตกรรม "อิฐมอญคณิต" มีประสิทธิผลในการพัฒนาความเข้าใจเรื่องเศษส่วน และยังช่วยส่งเสริมเจตคติที่ดีต่อวิชาคณิตศาสตร์และความภาคภูมิใจในมรดกทางวัฒนธรรมของท้องถิ่น ซึ่งเป็นการยืนยันถึงศักยภาพของการใช้ Soft Power ในการจัดการศึกษา จึงควรมีการส่งเสริมการนำแนวทางนี้ไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นต่อไป บทสรุป การวิจัยเรื่อง "นวัตกรรม 'อิฐมอญคณิต': การใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นลำปางสร้างความเข้าใจเศษส่วนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5" มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนานวัตกรรมการเรียนการสอนและศึกษาผลของนวัตกรรมที่มีต่อความเข้าใจเรื่องเศษส่วนและการเห็นคุณค่าในภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งผลการวิจัยสามารถสรุป อภิปรายผล และให้ข้อเสนอแนะได้ดังนี้ สรุปผลการวิจัย
อภิปรายผลการวิจัย ประเด็นที่ 1: ประสิทธิผลของนวัตกรรม "อิฐมอญคณิต" ต่อความเข้าใจเรื่องเศษส่วน ผลการวิจัยพบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สอดคล้องกับงานวิจัยของ สมศักดิ์ วิเศษกุล (2022) ที่ชี้ว่าแนวคิดเรื่องเศษส่วนเป็นนามธรรมที่นักเรียนมักมีความยากลำบากในการเข้าใจ นวัตกรรม "อิฐมอญคณิต" ประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหานี้ โดยการแปลงแนวคิดนามธรรมให้กลายเป็นรูปธรรมที่จับต้องได้ ผ่านสื่อการเรียนรู้ เช่น อิฐมอญจำลองและแผ่นภาพลวดลาย ซึ่งสนับสนุนแนวคิดของ นิรันดร์ จันทรานนท์ (2021) ที่เน้นย้ำถึงความสำคัญของการใช้สื่อรูปธรรมในการสอนเศษส่วนสำหรับนักเรียนประถม นอกจากนี้ ข้อมูลเชิงคุณภาพยังยืนยันผลลัพธ์ดังกล่าวอย่างชัดเจน คำกล่าวของนักเรียนที่ว่า "ภาพมันยังติดอยู่ในหัวเลยครับ" สะท้อนให้เห็นว่าการเรียนรู้ผ่านการมองเห็นและการลงมือปฏิบัติ (Visual & Kinesthetic Learning) ช่วยสร้างมโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์ที่มั่นคงกว่าการท่องจำ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการออกแบบกิจกรรมในแผนการเรียนรู้ทั้ง 8 แผน ประเด็นที่ 2: การใช้ Soft Power ท้องถิ่นเพื่อส่งเสริมเจตคติและความภาคภูมิใจ การที่ทัศนคติต่อวิชาคณิตศาสตร์และความภาคภูมิใจในภูมิปัญญาท้องถิ่นของนักเรียนเพิ่มสูงขึ้น เป็นการยืนยันความสำเร็จของการบูรณาการ Soft Power เข้ากับการจัดการเรียนรู้ตามแนวทางของ ประพนธ์ สุขสวัสดิ์ (2020) นวัตกรรมนี้ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือสอนคณิตศาสตร์ แต่เป็นเครื่องมือในการสร้างคุณค่าทางวัฒนธรรมด้วย
ข้อเสนอแนะ จากผลการวิจัยที่เกิดขึ้น ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะเพื่อการนำไปใช้ประโยชน์และการต่อยอดในอนาคต ดังนี้ 1. ข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช้ 1.1.สำหรับครูผู้สอน: ควรนำแนวทางการออกแบบกิจกรรมบูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่นไปปรับใช้กับการสอนเนื้อหาคณิตศาสตร์เรื่องอื่น ๆ (เช่น เรขาคณิต, แบบรูป) หรือในรายวิชาอื่น ๆ (เช่น ศิลปะ, สังคมศึกษา) เพื่อสร้างการเรียนรู้ที่มีความหมายและเชื่อมโยงกับชีวิตจริงของนักเรียน 1.2.สำหรับสถานศึกษา: โรงเรียนเทศบาล 7 (ศิรินาวินวิทยา) ควรส่งเสริมนวัตกรรม "อิฐมอญคณิต" ให้เป็นต้นแบบของการจัดการเรียนรู้ที่เป็นเอกลักษณ์ของโรงเรียน และควรสนับสนุนให้ครูท่านอื่น ๆ พัฒนานวัตกรรมจากภูมิปัญญาท้องถิ่นอื่น ๆ ในจังหวัดลำปาง เพื่อสร้างเป็นหลักสูตรท้องถิ่นที่เข้มแข็ง 1.3.สำหรับหน่วยงานการศึกษา: ควรเผยแพร่องค์ความรู้นี้เพื่อเป็นแนวทางในการใช้ Soft Power ท้องถิ่นในการพัฒนาการศึกษา ซึ่งเป็นทิศทางที่สอดคล้องกับการปฏิรูปการศึกษาในศตวรรษที่ 21 2. ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป 2.1.ควรมีการวิจัยและพัฒนาโดยขยายกลุ่มตัวอย่างให้กว้างขึ้น และใช้รูปแบบการวิจัยเชิงทดลองที่มีกลุ่มควบคุม เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิผลของนวัตกรรมให้ชัดเจนยิ่งขึ้น 2.2.ควรมีการศึกษาประสิทธิผลของนวัตกรรมในระยะยาว (Longitudinal Study) เพื่อติดตามความคงทนของความรู้และเจตคติของนักเรียน 2.3.ควรมีการวิจัยเพื่อประยุกต์ใช้กรอบแนวคิด "ภูมิปัญญาคณิต" กับมรดกทางวัฒนธรรมของท้องถิ่นอื่น ๆ ในประเทศไทย เพื่อสร้างเป็นคลังนวัตกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลายและสะท้อนอัตลักษณ์ของแต่ละพื้นที่
หลักการและเหตุผล
การเรียนการสอนคณิตศาสตร์ในระดับประถมศึกษา โดยเฉพาะเรื่องเศษส่วน ถือเป็นความท้าทายสำคัญที่ครูผู้สอนต้องเผชิญ เนื่องจากแนวคิดเศษส่วนเป็นนามธรรมที่นักเรียนมักมีความยากลำบากในการเข้าใจ (สมศักดิ์ วิเศษกุล, 2022) การสร้างความเข้าใจที่แท้จริงเกี่ยวกับเศษส่วนจึงต้องอาศัยสื่อการเรียนรู้และวิธีการสอนที่เหมาะสมกับลักษณะการเรียนรู้ของนักเรียนในระดับนี้ (นิรันดร์ จันทรานนท์, 2021) ในปัจจุบัน การบูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับการเรียนการสอนได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง เนื่องจากช่วยให้นักเรียนเห็นคุณค่าของวัฒนธรรมท้องถิ่นและสามารถเชื่อมโยงความรู้ใหม่กับประสบการณ์เดิมได้ดีขึ้น (วรรณา แสงสว่าง, 2023) การใช้ Soft Power ของท้องถิ่นในการจัดการเรียนรู้ไม่เพียงแต่ช่วยส่งเสริมให้นักเรียนมีความภูมิใจในมรดกทางวัฒนธรรม แต่ยังเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการถ่ายทอดความรู้วิชาการ (ประพนธ์ สุขสวัสดิ์, 2020) อิฐมอญลำปางเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ด้วยลวดลายและสัดส่วนที่งดงาม ซึ่งสะท้อนถึงความประณีตของช่างฝีมือท้องถิ่น การนำอิฐมอญมาใช้เป็นสื่อการเรียนรู้คณิตศาสตร์จึงเป็นแนวทางที่น่าสนใจ เนื่องจากรูปแบบและลวดลายของอิฐมอญมีความเกี่ยวข้องกับแนวคิดทางคณิตศาสตร์ โดยเฉพาะเรื่องเศษส่วน อัตราส่วน และความสมมาตร (ชัยณรงค์ เพชรรัตน์, 2021) การวิจัยในชั้นเรียนถือเป็นแนวทางหนึ่งที่ช่วยให้ครูผู้สอนสามารถแก้ไขปัญหาการเรียนการสอนได้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ของนักเรียนเป็นหลัก (อนุชา ศรีสวัสดิ์, 2024) การนำนวัตกรรมการเรียนการสอนที่ผสมผสานระหว่างภูมิปัญญาท้องถิ่นกับเนื้อหาวิชาการจึงเป็นทิศทางที่สอดคล้องกับการปฏิรูปการศึกษาในศตวรรษที่ 21 จากความสำคัญดังกล่าว การวิจัยครั้งนี้จึงมุ่งพัฒนานวัตกรรม "อิฐมอญคณิต" เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างความเข้าใจเรื่องเศษส่วนสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยการบูรณาการภูมิปัญญาอิฐมอญลำปางเข้ากับกระบวนการเรียนรู้ ซึ่งคาดว่าจะช่วยให้นักเรียนมีความเข้าใจในเรื่องเศษส่วนที่ดีขึ้น พร้อมทั้งเห็นคุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรมท้องถิ่นของตนเองมากยิ่งขึ้น วัตถุประสงค์
วัตถุประสงค์
แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง
การวิจัย เรื่อง อิฐมอญคณิต : การใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นลำปางสร้างความเข้าใจเศษส่วนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเทศบาล 7 (ศิรินาวินวิทยา) สำนักการศึกษาเทศบาลนครลำปาง จังหวัดลำปาง ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ 2.1 แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับการเรียนการสอนเศษส่วน 2.1.1 ความหมายและความสำคัญของเศษส่วน 2.1.2 ทฤษฎีการเรียนรู้คณิตศาสตร์ของเด็กประถมศึกษา 2.1.3 ปัญหาและอุปสรรคในการเรียนการสอนเศษส่วน 2.1.4 หลักการสอนเศษส่วนที่มีประสิทธิภาพ 2.2 แนวคิดเกี่ยวกับภูมิปัญญาท้องถิ่นกับการศึกษา 2.2.1 ความหมายและความสำคัญของภูมิปัญญาท้องถิ่น 2.2.2 ความสำคัญของภูมิปัญญาท้องถิ่นต่อการจัดการศึกษา 2.3 ภูมิปัญญาท้องถิ่นลำปาง: อิฐมอญ 2.3.1 ประวัติและความเป็นมาของอิฐมอญลำปาง 2.3.2 กระบวนการผลิตอิฐมอญแบบดั้งเดิม 2.3.4 ความสำคัญของอิฐมอญต่อชุมชนลำปาง 2.5.1 ความหมายและลักษณะของนวัตกรรมการเรียนการสอน 2.5.2 ประเภทของนวัตกรรมการเรียนการสอน 2.5.3 หลักการพัฒนานวัตกรรมการเรียนการสอน 2.5.4 การประเมินประสิทธิภาพของนวัตกรรมการเรียนการสอน 2.6 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2.7 กรอบแนวคิดในการวิจัย
2.1 แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับการเรียนการสอนเศษส่วน 2.1.1 ความหมายและความสำคัญของเศษส่วน เศษส่วนเป็นแนวคิดทางคณิตศาสตร์ที่มีความสำคัญพื้นฐานในการเรียนรู้ของนักเรียนระดับประถมศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ซึ่งนักเรียนจะต้องเริ่มเข้าใจแนวคิดเรื่องส่วนของส่วนรวมที่ซับซ้อนมากขึ้น เศษส่วนเป็นสัญลักษณ์ที่ใช้แสดงจำนวน สัญลักษณ์ที่เขียนแสดงเศษส่วนประกอบด้วย ตัวเศษ แสดงจำนวนส่วนที่กล่าวถึง ซึ่งจะเขียนไว้ด้านบน ตัวส่วน แสดงจำนวนส่วนทั้งหมดที่เท่า ๆ กัน ซึ่งจะเขียนไว้ด้านล่างและมีเส้นคั่นระหว่างตัวเศษกับตัวส่วน การเข้าใจเศษส่วนในเชิงลึกจึงเป็นรากฐานสำคัญที่จะช่วยให้นักเรียนสามารถพัฒนาทักษะคณิตศาสตร์ในระดับที่สูงขึ้นต่อไป ความหมายของเศษส่วนในเชิงคณิตศาสตร์สามารถเข้าใจได้หลายมิติ โดยเศษส่วนไม่เพียงแต่เป็นการแสดงปริมาณที่ไม่เป็นจำนวนเต็มเท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงความสัมพันธ์ระหว่างส่วนต่างๆ ของสิ่งหนึ่งสิ่งใดหรือกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด เศษส่วน คือ การแบ่งของหนึ่งชิ้น หรือ หนึ่งกลุ่มออกเป็นจำนวนเท่าๆ กัน แล้วนำมาเพียงบางส่วนหรือทั้งหมด เศษส่วนยังเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้นักเรียนเข้าใจแนวคิดเรื่องการแบ่งส่วน การเปรียบเทียบ และการคำนวณที่เกี่ยวข้องกับปริมาณที่ไม่เป็นจำนวนเต็ม ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นในชีวิตประจำวันและการเรียนรู้คณิตศาสตร์ในระดับที่สูงขึ้น ความสำคัญของเศษส่วนในหลักสูตรคณิตศาสตร์ระดับประถมศึกษาปรากฏชัดเจนจากการที่หน่วยงานการศึกษาได้ให้ความสำคัญกับเนื้อหานี้อย่างต่อเนื่อง สำหรับเนื้อหาเศษส่วนได้มีการปรับเปลี่ยนโดยให้เริ่มเรียนการเปรียบเทียบเศษส่วนตั้งแต่ระดับ ประถมศึกษาปีที่ 3 การปรับเปลี่ยนนี้แสดงให้เห็นว่าเศษส่วนเป็นเนื้อหาที่มีความสำคัญและต้องการการพัฒนาความเข้าใจอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ระดับที่ยังเรียนง่าย เศษส่วนยังเป็นพื้นฐานสำคัญในการเรียนเนื้อหาคณิตศาสตร์อื่นๆ ที่ซับซ้อนมากขึ้น เช่น อัตราส่วน สัดส่วน และร้อยละ ซึ่งเป็นแนวคิดที่จำเป็นต่อการแก้ปัญหาในชีวิตจริง เศษส่วนมีความสำคัญในการพัฒนาความคิดเชิงตรรกะและการแก้ปัญหาของนักเรียน เนื่องจากการเรียนรู้เศษส่วนต้องอาศัยการคิดเชิงนามธรรม การจินตนาการ และการเชื่อมโยงความรู้เดิมกับความรู้ใหม่ นักเรียนจะต้องเข้าใจว่าเศษส่วนหนึ่งๆ สามารถมีรูปแบบการเขียนที่แตกต่างกันได้ แต่มีค่าเท่ากัน ซึ่งเป็นแนวคิดที่ช่วยพัฒนาความยืดหยุ่นในการคิดและการมองปัญหาจากหลายมุมมอง การเรียนรู้เศษส่วนยังช่วยเสริมสร้างทักษะการคิดวิเคราะห์และการใช้เหตุผล เมื่อนักเรียนต้องเปรียบเทียบเศษส่วนต่างๆ หรือแก้ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเศษส่วนในบริบทต่างๆ ในบริบทของการใช้ชีวิตประจำวัน เศษส่วนมีความสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยให้นักเรียนเข้าใจและแก้ไขปัญหาที่พบเจอในชีวิตจริง เช่น การแบ่งอาหาร การคำนวณส่วนผสมในการทำอาหาร การวัดความยาวหรือปริมาตร การคำนวณเวลา และการจัดการเงิน เศษส่วนยังเป็นพื้นฐานสำคัญในการเรียนรู้วิชาอื่นๆ เช่น วิทยาศาสตร์ ในเรื่องของการคำนวณสัดส่วนของสารเคมี หรือศิลปะ ในเรื่องของการคำนวณสัดส่วนในการสร้างสรรค์ผลงาน ดังนั้น การสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและลึกซึ้งเกี่ยวกับเศษส่วนจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการพัฒนาผู้เรียนให้มีความสามารถในการคิดและแก้ปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ 2.1.2 ทฤษฎีการเรียนรู้คณิตศาสตร์ของเด็กประถมศึกษา 2.1.2.1 ทฤษฎีพัฒนาการทางปัญญาของพีเอเจต์ (Piaget's Theory of Cognitive Development) ระยะการดำเนินการเชิงรูปธรรม (Concrete Operational Stage) เกิดขึ้นระหว่างอายุ 7-11 ปี และมีลักษณะสำคัญคือการใช้ตรรกะได้อย่างเหมาะสม ในระยะนี้เด็กจะพัฒนาทักษะต่างๆ เช่น การอนุรักษ์ (Conservation) ซึ่งเป็นความเข้าใจว่าปริมาณยังคงเท่าเดิมแม้รูปร่างจะเปลี่ยนไป และการจำแนกประเภท (Classification) ในระยะการดำเนินการเชิงรูปธรรม เด็กใช้ความรู้และการใช้เหตุผลเพื่อ "วางรากฐานสำหรับการคิดทางคณิตศาสตร์ที่ก้าวหน้ามากขึ้น" ซึ่งสอดคล้องกับการเรียนรู้เศษส่วนที่ต้องใช้ความเข้าใจเรื่องส่วนและส่วนรวม 2.1.2.2 ทฤษฎีสร้างสรรค์นิยมทางสังคมของไวกอตสกี้ (Vygotsky's Social Constructivism Theory) ทฤษฎีพัฒนาการทางปัญญาของไวกอตสกี้เน้นบทบาทของปฏิสัมพันธ์ทางสังคมและวัฒนธรรมในการเรียนรู้ เขาเชื่อว่าเด็กเรียนรู้ผ่านการมีส่วนร่วมแบบมีการแนะนำกับผู้ที่มีความรู้มากกว่า เช่น ครูหรือเพื่อน ทฤษฎีสร้างสรรค์นิยมทางสังคมระบุว่าความรู้พัฒนาขึ้นจากการที่ผู้คนมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นในสภาพแวดล้อมใกล้ตัว ในวัฒนธรรมของตน และกับสังคมโดยรวม 2.1.2.3. ทฤษฎีสร้างสรรค์นิยม (Constructivism Theory) สร้างสรรค์นิยมเป็นทฤษฎีที่กล่าวว่าผู้เรียนสร้างความรู้มากกว่าการรับข้อมูลแบบเฉื่อยชา เมื่อผู้คนประสบการณ์กับโลกและสะท้อนถึงประสบการณ์เหล่านั้น พวกเขาสร้างการนำเสนอของตนเองและรวมข้อมูลใหม่เข้ากับความรู้ที่มีอยู่แล้ว การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมเป็นแนวคิดพื้นฐานในทฤษฎีการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์นิยม โดยระบุว่าผู้เรียนไม่ได้ดูดซับข้อมูลแบบเฉื่อยชา ทฤษฎีสร้างสรรค์นิยมสนับสนุนการใช้วัสดุที่เป็นรูปธรรมและประสบการณ์ที่เป็นความจริงในการสอนคณิตศาสตร์ 2.1.3 ปัญหาและอุปสรรคในการเรียนการสอนเศษส่วน เศษส่วน (Fractions) เป็นเนื้อหาทางคณิตศาสตร์ที่สำคัญสำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษาต้องเรียนรู้และเข้าใจ มีงานวิจัยจำนวนมากทั้งในและต่างประเทศได้ชี้ให้เห็นถึงปัญหาและอุปสรรคในการเรียนการสอนเศษส่วน สามารถสรุปเป็นประเด็นหลักได้ดังนี้ 1. ปัญหาจากธรรมชาติของเศษส่วนที่เป็นนามธรรมสูง (The Abstract Nature of Fractions) อุปสรรคประการแรกและเป็นรากฐานที่สุดมาจากธรรมชาติของตัวเศษส่วนเองที่แตกต่างจากจำนวนนับโดยสิ้นเชิง นักเรียนคุ้นเคยกับจำนวนนับที่จับต้องได้และมีความหมายเดียว (เช่น 3 คือของ 3 ชิ้น) แต่เศษส่วนมีความหมายที่หลากหลายและซับซ้อนกว่านั้น เศษส่วนมีความหมายได้อย่างน้อย 5 ลักษณะ ได้แก่
การที่นักเรียนต้องทำความเข้าใจมโนทัศน์ที่หลากหลายเหล่านี้พร้อมกัน ทำให้เกิดความสับสนและเป็นอุปสรรคสำคัญในการสร้างความเข้าใจเชิงแนวคิด (Conceptual Understanding) 2. ความคลาดเคลื่อนทางมโนทัศน์ที่เกิดจากการยึดติดกับความรู้เรื่องจำนวนนับ (Whole Number Bias) นักเรียนมักนำความรู้และกฎเกณฑ์เกี่ยวกับจำนวนนับที่เคยเรียนมาและประสบความสำเร็จ มาใช้กับเศษส่วนอย่างไม่ถูกต้อง ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เรียกว่า "อิทธิพลของจำนวนนับ" (Whole Number Bias) เช่น
ความคลาดเคลื่อนเหล่านี้ฝังแน่นและแก้ไขได้ยาก หากนักเรียนขาดความเข้าใจเชิงแนวคิดตั้งแต่ต้น 3. ปัญหาด้านการจัดการเรียนการสอนที่เน้นขั้นตอนวิธีมากกว่าความเข้าใจ (Algorithmic-Based vs. Conceptual-Based Instruction) งานวิจัยทางการศึกษาคณิตศาสตร์จำนวนมากในบริบทของประเทศไทย ชี้ให้เห็นว่า การสอนเศษส่วนในห้องเรียนจำนวนมากยังคงเน้นการให้ "สูตร" หรือ "ขั้นตอนวิธี" (Algorithm) เพื่อให้นักเรียนทำแบบฝึกหัดได้ถูกต้อง เช่น "การหารเศษส่วนให้กลับเศษเป็นส่วนแล้วเปลี่ยนเครื่องหมายหารเป็นคูณ" โดยครูอาจไม่มีเวลาเพียงพอที่จะอธิบายถึงเหตุผลเบื้องหลังว่า ทำไม ต้องทำเช่นนั้น ผลที่ตามมาคือนักเรียนสามารถคำนวณได้ แต่ไม่สามารถแก้ปัญหา โจทย์ในสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคยได้ ไม่สามารถอธิบายความหมายของคำตอบ และไม่เห็นความเชื่อมโยงของเศษส่วนกับชีวิตจริง ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้คณิตศาสตร์ในระดับที่สูงขึ้น 4. การขาดสื่อการสอนที่เป็นรูปธรรมและเชื่อมโยงกับบริบทของนักเรียน (Lack of Concrete and Contextualized Materials) สื่อการสอนเรื่องเศษส่วนแบบสำเร็จรูป เช่น ชุดเศษส่วนวงกลมหรือแท่งพลาสติก แม้จะมีประโยชน์ แต่ก็มักเป็นสื่อสากลที่ไม่ได้มีความหมายหรือสร้างความผูกพันกับนักเรียนในพื้นที่โดยตรง แต่การใช้ตัวอย่างที่ซ้ำซากจำเจ เช่น พิซซ่า หรือเค้ก อาจไม่สามารถสร้างแรงจูงใจให้กับนักเรียนทุกคนได้ งานวิจัยด้าน Realistic Mathematics Education (RME) และ Context-Based Learning ย้ำถึงความสำคัญของการเริ่มต้นจากบริบทและสถานการณ์ที่ใกล้ตัวนักเรียน เพื่อเป็นสะพานเชื่อมโยงนามธรรมไปสู่ความเป็นรูปธรรม 2.1.4 หลักการสอนเศษส่วนที่มีประสิทธิภาพ 1. หลักการลำดับขั้นการเรียนรู้: จากรูปธรรมสู่นามธรรม (The Concrete-Pictorial-Abstract Approach - CPA) เป็นหลักการได้รับการยอมรับมากที่สุดในการสอนคณิตศาสตร์ระดับประถมศึกษา แนวคิดนี้มีรากฐานมาจากทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของ Jerome Bruner ซึ่งเสนอว่าการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพควรดำเนินไปตามลำดับ 3 ขั้นตอน ดังนี้:
งานวิจัยจำนวนมากยืนยันว่าการข้ามขั้นใดขั้นหนึ่ง โดยเฉพาะการเริ่มต้นที่ขั้นนามธรรมทันที เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้นักเรียนล้มเหลวในการทำความเข้าใจเศษส่วน 2. หลักการเน้นความเข้าใจเชิงแนวคิดก่อนความคล่องแคล่วเชิงกระบวนการ (Emphasizing Conceptual Understanding Before Procedural Fluency) การสอนที่มีประสิทธิภาพไม่ใช่การแจกสูตรให้นักเรียนท่องจำ แต่คือการสร้างสถานการณ์ให้นักเรียนได้ "ค้นพบ" เหตุผลเบื้องหลังของกระบวนการคำนวณนั้น ๆ ด้วยตนเอง 3. หลักการพัฒนา "ความรู้สึกเชิงจำนวนสำหรับเศษส่วน" (Developing Fraction Number Sense) ความรู้สึกเชิงจำนวนคือ "สัญชาตญาณ" ทางคณิตศาสตร์ คือความสามารถในการตัดสินใจเกี่ยวกับจำนวนได้อย่างสมเหตุสมผลโดยไม่ต้องคำนวณอย่างละเอียดทุกครั้ง การสอนเศษส่วนที่มีประสิทธิภาพต้องมุ่งพัฒนาสิ่งนี้ผ่านเทคนิคต่าง ๆ เช่น:
4. หลักการส่งเสริมการอภิปรายและการสื่อสารทางคณิตศาสตร์ (Fostering Mathematical Discourse) ห้องเรียนที่มีประสิทธิภาพคือห้องเรียนที่นักเรียนได้พูดคุย, แลกเปลี่ยนความคิด, และอธิบายเหตุผลของตนเอง ครูควรเปลี่ยนบทบาทจาก "ผู้บรรยาย" มาเป็น "ผู้อำนวยความสะดวก" ในการเรียนรู้ โดยใช้คำถามปลายเปิดกระตุ้นการคิด เช่น:
การให้นักเรียนอธิบายความคิดของตนเอง จะช่วยให้ทั้งตัวนักเรียนและครูมองเห็นมโนทัศน์ที่ยังคลาดเคลื่อนและสามารถแก้ไขได้ทันที 2.2 แนวคิดเกี่ยวกับภูมิปัญญาท้องถิ่นกับการศึกษา 2.2.1 ความหมายและความสำคัญของภูมิปัญญาท้องถิ่น สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (2541) ได้ให้ความหมายของภูมิปัญญาท้องถิ่น หรือ ภูมิปัญญาชาวบ้านไว้ว่า "เป็นองค์ความรู้ ความสามารถ และทักษะของคนไทยอันเกิดจากการสั่งสมประสบการณ์ที่ผ่านกระบวนการเรียนรู้ เลือกสรร ปรุงแต่ง และถ่ายทอดสืบต่อกันมา เพื่อใช้แก้ปัญหาและพัฒนาวิถีชีวิตของคนไทยให้สมดุลกับสภาพแวดล้อมและเหมาะสมกับยุคสมัย"
จากนิยามข้างต้น องค์ประกอบสำคัญของภูมิปัญญาท้องถิ่นคือ
นอกจากนี้ ดร.เอกวิทย์ ณ ถลาง ได้กล่าวว่า ภูมิปัญญาคือ "ความรู้รอบ" ที่ไม่ได้แยกส่วน แต่เชื่อมโยงทุกมิติของชีวิต ทั้งความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ มนุษย์กับมนุษย์ และมนุษย์กับสิ่งเหนือธรรมชาติ 2.2.2 ความสำคัญของภูมิปัญญาท้องถิ่นต่อการจัดการศึกษา พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนในมาตรา 23 ว่า การจัดการศึกษาต้องเน้นให้ผู้เรียนเรียนรู้จากประสบการณ์จริงและส่งเสริมให้ผู้สอนสามารถจัดบรรยากาศและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ โดยในมาตรา 27 ให้สถานศึกษาส่งเสริมการนำ "ภูมิปัญญาท้องถิ่น" มาประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอน ความสำคัญของภูมิปัญญาท้องถิ่นในมิติการศึกษาสามารถสรุปได้ดังนี้:
2.3 ภูมิปัญญาท้องถิ่นลำปาง: อิฐมอญ
คำสำคัญ (Keywords)
นิยามศัพท์
1. นวัตกรรม "อิฐมอญคณิต" หมายถึง สื่อการเรียนรู้และกิจกรรมการเรียนการสอนที่พัฒนาขึ้นโดยการนำลวดลาย รูปแบบ และสัดส่วนของอิฐมอญลำปางมาประยุกต์ใช้ในการสอนเรื่องเศษส่วน ประกอบด้วย ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ สื่อประกอบการเรียน และแผนการจัดการเรียนรู้
2. ภูมิปัญญาท้องถิ่นอิฐมอญลำปาง หมายถึง ความรู้และทักษะในการสร้างสรรค์อิฐมอญที่มีลวดลายประณีต สะท้อนอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของจังหวัดลำปาง ซึ่งถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นและเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่า
3. ความเข้าใจเรื่องเศษส่วน หมายถึง ความสามารถของนักเรียนในการ อ่านเศษส่วน เขียนเศษส่วน เปรียบเทียบเศษส่วน และแก้ปัญหาเกี่ยวกับเศษส่วนในชีวิตประจำวัน ตามตัวชี้วัดหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
4. การเห็นคุณค่าภูมิปัญญาท้องถิ่น หมายถึง ทัศนคติเชิงบวกของนักเรียนที่มีต่ออิฐมอญลำปาง ความภูมิใจในมรดกทางวัฒนธรรมท้องถิ่น และความตระหนักในการอนุรักษ์และสืบทอดภูมิปัญญาดังกล่าว
วิธีการพัฒนา
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research) แบบกึ่งทดลอง (Quasi-Experimental Design) เป็นการวิจัยที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อทดสอบประสิทธิภาพของนวัตกรรม "อิฐมอญคณิต" ในการสร้างความเข้าใจเศษส่วนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จะได้รับการทดสอบก่อนการทดลอง (Pre-test) และหลังการทดลอง (Post-test) การวิจัยนี้ยังรวมถึงการศึกษาเชิงคุณภาพเพื่อเก็บข้อมูลเกี่ยวกับทัศนคติและความคิดเห็นของนักเรียนต่อการเรียนรู้ด้วยนวัตกรรมดังกล่าว 3.2 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 3.2.1 ประชากร นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเทศบาล 7 (ศิรินาวินวิทยา) จำนวน 20 คน 3.3 ตัวแปรที่ศึกษา 3.3.1 ตัวแปรต้น (Independent Variable) นวัตกรรม "อิฐมอญคณิต" ประกอบด้วย:
3.3.2 ตัวแปรตาม (Dependent Variable)
3.3.3 ตัวแปรควบคุม (Control Variable)
3.4 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 3.4.1 นวัตกรรม "อิฐมอญคณิต" 3.4.1.1 สื่อการเรียนรู้
3.4.1.2 แผนการจัดการเรียนรู้
3.4.2 เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล 3.4.2.1 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
3.4.2.2 แบบวัดทัศนคติต่อการเรียนคณิตศาสตร์
3.4.2.3 แบบวัดความภาคภูมิใจในภูมิปัญญาท้องถิ่น
3.4.2.4 แบบสัมภาษณ์
3.5 การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ 3.5.1 การตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) นำเครื่องมือการวิจัยทั้งหมดไปให้ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 ท่าน ตรวจสอบความถูกต้อง ความเหมาะสม และความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ ประกอบด้วย
3.5.2 การทดลองใช้เครื่องมือ (Pilot Test) ทดลองใช้เครื่องมือกับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 20 คน เพื่อตรวจสอบ
3.5.3 การวิเคราะห์คุณภาพข้อสอบ 3.5.3.1 ค่าความยาก (Difficulty Index) ใช้สูตร: p = R/N โดย p = ค่าความยาก, R = จำนวนผู้สอบที่ตอบถูก, N = จำนวนผู้สอบทั้งหมด เกณฑ์: 0.2 ≤ p ≤ 0.8 3.5.3.2 อำนาจจำแนก (Discrimination Power) ใช้สูตร: D = pH - pL โดย pH = สัดส่วนของกลุ่มสูงที่ตอบถูก, pL = สัดส่วนของกลุ่มต่ำที่ตอบถูก เกณฑ์: D ≥ 0.2 3.5.3.3 ความเชื่อมั่น (Reliability) ใช้สัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค (Cronbach's Alpha Coefficient) เกณฑ์: α ≥ 0.7 3.6 การเก็บรวบรวมข้อมูล 3.6.1 ขั้นตอนการเก็บรวบรวมข้อมูล ขั้นตอนที่ 1: การเตรียมการ (1 สัปดาห์)
ขั้นตอนที่ 2: การทดสอบก่อนการทดลอง (1 สัปดาห์)
ขั้นตอนที่ 3: การดำเนินการทดลอง (8 สัปดาห์)
ขั้นตอนที่ 4: การทดสอบหลังการทดลอง (1 สัปดาห์)
3.6.2 ระยะเวลาในการเก็บข้อมูล รวมระยะเวลาทั้งสิ้น 11 สัปดาห์ ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม - กันยายน 2568
3.7 การวิเคราะห์ข้อมูล 3.7.1 สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics)
3.8. การใช้ประโยชน์จากผลการวิจัย
3.9. การอ้างอิงแหล่งข้อมูล
หลักการออกแบบแผนการเรียนรู้
การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติ
การวิเคราะห์ข้อมูล สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics)
วิธีการใช้งาน
การเก็บรวบรวมข้อมูล ขั้นตอนการเก็บรวบรวมข้อมูล ขั้นตอนที่ 1: การเตรียมการ (1 สัปดาห์)
ขั้นตอนที่ 2: การทดสอบก่อนการทดลอง (1 สัปดาห์)
ขั้นตอนที่ 3: การดำเนินการทดลอง (8 สัปดาห์)
ขั้นตอนที่ 4: การทดสอบหลังการทดลอง (1 สัปดาห์)
ระยะเวลาในการเก็บข้อมูล รวมระยะเวลาทั้งสิ้น 11 สัปดาห์ ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม - กันยายน 2568 ประชากร(กลุ่มตัวอย่าง/กลุ่มเป้าหมาย)
ประชากร: นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเทศบาล 7 (ศิรินาวินวิทยา) จำนวน 20 คน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568สำนักการศึกษาเทศบาลนครลำปาง จังหวัดลำปาง ผลที่เกิดจากผู้เรียน
การนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลในครั้งนี้ ผู้วิจัยได้นำเสนอตามลำดับของวัตถุประสงค์การวิจัยที่มุ่งศึกษาผลของการใช้นวัตกรรม "อิฐมอญคณิต" ที่มีต่อความเข้าใจเรื่องเศษส่วนและการเห็นคุณค่าภูมิปัญญาท้องถิ่นของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยแบ่งการนำเสนอออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ, ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ และสรุปผลการวิจัย 4.1 สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกันในการแปลความหมายข้อมูล ผู้วิจัยได้กำหนดสัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้
4.2 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ตอนที่ 1 ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องเศษส่วน เพื่อศึกษาความเข้าใจเรื่องเศษส่วนของนักเรียน ผู้วิจัยได้เปรียบเทียบคะแนนจากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วน จำนวน 20 ข้อ ของนักเรียนกลุ่มตัวอย่างจำนวน 20 คน ระหว่างคะแนนก่อนเรียน (Pre-test) และหลังเรียน (Post-test) ด้วยนวัตกรรม "อิฐมอญคณิต" ผลการวิเคราะห์ข้อมูลแสดงดังตารางที่ 4.1 ตารางที่ 4.1 การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการใช้นวัตกรรม
จากตารางที่ 4.1 พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนด้วยนวัตกรรม "อิฐมอญคณิต" (xˉ=24.15, S.D.=2.50) สูงกว่าก่อนเรียน (xˉ=13.55, S.D.=2.89) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 แสดงให้เห็นว่านวัตกรรม "อิฐมอญคณิต" สามารถช่วยให้นักเรียนมีความเข้าใจในเนื้อหาเรื่องเศษส่วนเพิ่มขึ้น ตอนที่ 2 ผลการเปรียบเทียบทัศนคติต่อการเรียนคณิตศาสตร์ เพื่อศึกษาทัศนคติของนักเรียนที่มีต่อการเรียนคณิตศาสตร์ ผู้วิจัยได้วิเคราะห์คะแนนจากแบบวัดทัศนคติ (Rating Scale 5 ระดับ จำนวน 20 ข้อ คะแนนเต็ม 100 คะแนน) ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
ผลการวิเคราะห์ข้อมูลแสดงดังตารางที่ 4.2 ตารางที่ 4.2 การเปรียบเทียบทัศนคติต่อการเรียนคณิตศาสตร์ก่อนและหลังการใช้นวัตกรรม
จากตารางที่ 4.2 พบว่า หลังจากการเรียนด้วยนวัตกรรม "อิฐมอญคณิต" นักเรียนมีทัศนคติต่อการเรียนวิชาคณิตศาสตร์โดยรวมอยู่ในระดับดี (xˉ=85.75, S.D.=6.95) ซึ่งสูงกว่าก่อนเรียนที่อยู่ในระดับปานกลาง (xˉ=62.50, S.D.=7.80) ตอนที่ 3 ผลการเปรียบเทียบความภาคภูมิใจในภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อศึกษาการเห็นคุณค่าในภูมิปัญญาท้องถิ่น ผู้วิจัยได้วิเคราะห์คะแนนจากแบบวัดความภาคภูมิใจในภูมิปัญญาท้องถิ่น (Rating Scale 5 ระดับ จำนวน 15 ข้อ คะแนนเต็ม 75 คะแนน) ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ผลการวิเคราะห์ข้อมูลแสดงดังตารางที่ 4.3 ตารางที่ 4.3 การเปรียบเทียบความภาคภูมิใจในภูมิปัญญาท้องถิ่นก่อนและหลังการใช้นวัตกรรม
จากตารางที่ 4.3 พบว่า หลังจากการเรียนด้วยนวัตกรรม "อิฐมอญคณิต" นักเรียนมีความภาคภูมิใจในภูมิปัญญาท้องถิ่นโดยรวมอยู่ในระดับมาก (xˉ=66.45, S.D.=5.55) ซึ่งสูงกว่าก่อนเรียนที่อยู่ในระดับปานกลาง (xˉ=48.10, S.D.=8.21) 4.3 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ ผู้วิจัยได้ทำการสัมภาษณ์นักเรียนกลุ่มตัวอย่างจำนวน 9 คน เกี่ยวกับความคิดเห็นและประสบการณ์การเรียนรู้ด้วยนวัตกรรม "อิฐมอญคณิต" จากการวิเคราะห์เนื้อหา สามารถสรุปประเด็นสำคัญได้ 3 ประเด็น ดังนี้ ประเด็นที่ 1: การเรียนรู้ที่สนุกสนานและเป็นรูปธรรม นักเรียนส่วนใหญ่สะท้อนว่าการใช้สื่ออิฐมอญจำลองและลวดลายต่าง ๆ ทำให้การเรียนเรื่องเศษส่วนที่เคยคิดว่ายากและน่าเบื่อกลายเป็นเรื่องสนุกและเข้าใจง่ายขึ้น เพราะสามารถมองเห็นภาพและจับต้องได้ "ตอนแรกไม่ชอบเลขเศษส่วนเลยค่ะมันงงๆ แต่พอครูเอาอิฐมอญมาให้ต่อเล่นแล้วระบายสี ก็เข้าใจเลยว่า 1/4 กับ 2/8 มันเท่ากันยังไง สนุกดีค่ะ" (นักเรียนหญิงคนที่ 1) "ผมชอบตอนทำกิจกรรม 'ต่ออิฐมอญให้สมบูรณ์' ครับ มันเหมือนเล่นเกมมากกว่าเรียนหนังสือ ทำให้ผมเข้าใจเรื่องการบวกเศษส่วนมากขึ้น" (นักเรียนชายคนที่ 1) ประเด็นที่ 2: การเชื่อมโยงคณิตศาสตร์เข้ากับเรื่องราวท้องถิ่น นักเรียนรู้สึกตื่นเต้นและเห็นความสำคัญของวิชาคณิตศาสตร์มากขึ้นเมื่อพบว่าสามารถเชื่อมโยงกับเรื่องราวของ "อิฐมอญ" ซึ่งเป็นสิ่งที่คุ้นเคยและเป็นความภาคภูมิใจของจังหวัดลำปางได้ "ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าลายอิฐที่วัดแถวบ้านจะมีเรื่องเศษส่วนซ่อนอยู่ พอได้เรียนแล้วรู้สึกว่าคณิตศาสตร์อยู่ใกล้ตัวเรากว่าที่คิด" (นักเรียนชายคนที่ 2) "หนูเล่าให้พ่อกับแม่ฟังว่าที่โรงเรียนเรียนเรื่องเศษส่วนจากลายอิฐมอญ ท่านก็ทึ่งแล้วก็เล่าเรื่องอิฐที่บ้านให้ฟังเพิ่มด้วยค่ะ รู้สึกภูมิใจที่เป็นคนลำปาง" (นักเรียนหญิงคนที่ 2) ประเด็นที่ 3: การสร้างความเข้าใจที่ลึกซึ้งและคงทน นักเรียนระบุว่าการเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติและการใช้สื่อที่มองเห็นภาพได้ ช่วยให้พวกเขาสามารถจดจำแนวคิดทางคณิตศาสตร์ได้ดีกว่าการเรียนจากตำราเพียงอย่างเดียว และสามารถนำไปปรับใช้แก้โจทย์ปัญหาได้ "ผมจำได้เลยว่าตอนเปรียบเทียบเศษส่วน ครูให้ดูแผ่นภาพลายอิฐที่แบ่งไม่เท่ากัน ทำให้เข้าใจว่าทำไม 1/2 ถึงมากกว่า 1/3 ภาพมันยังติดอยู่ในหัวเลยครับ" (นักเรียนชายคนที่ 3) "เมื่อก่อนเจอปัญหาโจทย์จะงง แต่ตอนนี้จะนึกถึงภาพการแบ่งอิฐมอญ ทำให้คิดวิธีแก้ปัญหาออกง่ายขึ้นครับ" (นักเรียนหญิงคนที่ 3) 4.4 สรุปผลการวิจัย จากผลการวิเคราะห์ข้อมูลทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ สามารถสรุปได้ว่านวัตกรรม "อิฐมอญคณิต" มีประสิทธิผลในการส่งเสริมการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยนักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องเศษส่วนสูงขึ้น มีทัศนคติที่ดีต่อการเรียนคณิตศาสตร์มากขึ้น และมีความภาคภูมิใจในภูมิปัญญาท้องถิ่นของตนเองเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน
การอ้างอิง
กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ. (2565). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560). กระทรวงศึกษาธิการ. ชัยณรงค์ เพชรรัตน์. (2564). การพัฒนาสื่อการเรียนรู้คณิตศาสตร์จากภูมิปัญญาท้องถิ่น. วารสารวิจัยการศึกษา, 15(2), 45-62. ติวมาสเตอร์ (TueMaster). (2567). ทศนิยมและเศษส่วน. https://tuemaster.com/blog/ทศนิยมและเศษส่วน-2. ทรูปลูกปัญญา (TruePlookpanya). (2567). เศษส่วน.https://www.trueplookpanya.com/learning/detail/16013 ทรูปลูกปัญญา (TruePlookpanya). (2567). เศษส่วนเบื้องต้น. https://www.trueplookpanya.com/learning/detail/33776 นิรันดร์ จันทรานนท์. (2564). การสอนเศษส่วนด้วยสื่อรูปธรรม: แนวทางใหม่สำหรับครูประถม. วารสารพัฒนาการศึกษา, 12(3), 78-94. ประพนธ์ สุขสวัสดิ์. (2563). การใช้ Soft Power ท้องถิ่นในการจัดการเรียนรู้. สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. มูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม. (2565). ความหมาย การอ่านและการเขียนเศษส่วน. https://dltv.ac.th/teachplan/episode/55502 วรรณา แสงสว่าง. (2566). ภูมิปัญญาท้องถิ่นกับการศึกษาไทยในศตวรรษที่ 21. วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 25(1), 120-135. สมศักดิ์ วิเศษกุล. (2565). ปัญหาการเรียนการสอนเศษส่วนในระดับประถมศึกษา: การศึกษาเชิงวิเคราะห์. วารสารวิจัยทางการศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น, 17(4), 25-38. อนุชา ศรีสวัสดิ์. (2567). การวิจัยในชั้นเรียน: กลยุทธ์การพัฒนาคุณภาพการศึกษา. สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. Piaget, J. (1952). The Origins of Intelligence in Children. International Universities Press. Piaget, J. (1977). The Development of Thought: Equilibration of Cognitive Structures. Viking Press. การเขียนอ้างอิงข้อมูลจากเว็บไซต์
นาง.ชลธิชา มณียศ, https://www.lpeduinno.org. 2568. แหล่งที่มา : https://www.lpeduinno.org/ShowInno.php?id=GYJMK00000000082 ค้นเมื่อ 31 พฤษภาคม, 2569.
ความคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||