แชร์หน้านี้
อ่านแล้ว 111 ครั้ง

ข้อมูลนวัตกรรม
บทเรีนความรู้ประโยชน์ของ AI
สื่อการสอน
มัธยมศึกษา
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ข้อมูลผู้พัฒนา
นางคชาพร บุญคุ้ม
ครู
โรงเรียนไตรภพวิทยา
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
0830717193
rakara2523@gmail.com
บทคัดย่อ/บทสรุป

บทคัดย่อ 

 

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนเทคโนโลยีด้วยแนวคิด Soft Power เพื่อเสริมสร้างทักษะการสื่อสารและความเป็นผู้นำที่ส่งผลต่อแรงจูงใจในการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนไตรภพวิทยา อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 32 คน ที่เรียนวิชาเทคโนโลยี (วิทยาการคำนวณ) ในภาคเรียนที่ [ระบุภาคเรียน] ปีการศึกษา [ระบุปีการศึกษา] โดยเลือกแบบเจาะจง การวิจัยนี้เป็นแบบผสมผสานระหว่างการวิจัยและพัฒนารูปแบบ (R&D) และการวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียน (Classroom Action Research) ซึ่งดำเนินการเป็นวงจรต่อเนื่อง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย รูปแบบการเรียนการสอนเทคโนโลยีด้วยแนวคิด Soft Power, แบบสัมภาษณ์, แบบสังเกตพฤติกรรม, แบบสอบถามแรงจูงใจในการเรียนรู้, และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาเทคโนโลยี การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test) รวมถึงการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) สำหรับข้อมูลเชิงคุณภาพ

ผลการวิจัยพบว่า: 1) รูปแบบการเรียนการสอนเทคโนโลยีด้วยแนวคิด Soft Power ที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสมและสามารถนำไปใช้ในชั้นเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยได้รับการปรับปรุงผ่านกระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการ 2) หลังการใช้รูปแบบการเรียนการสอน นักเรียนมี ทักษะการสื่อสาร สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (หรือตามผลจริงที่ได้) แสดงให้เห็นว่ากิจกรรมที่เน้นการนำเสนอและการปฏิสัมพันธ์ช่วยพัฒนาทักษะนี้ได้ 3) นักเรียนมี ทักษะความเป็นผู้นำ สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (หรือตามผลจริงที่ได้) สะท้อนจากการมีส่วนร่วมในการวางแผน ตัดสินใจ และแก้ไขปัญหากลุ่ม 4) แรงจูงใจในการเรียนรู้ ของนักเรียนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (หรือตามผลจริงที่ได้) ทั้งนี้เกิดจากการบูรณาการ Soft Power ของครู เช่น การสร้างแรงบันดาลใจ การใช้กลยุทธ์การสอนที่สร้างสรรค์ และการเชื่อมโยงเนื้อหากับความสนใจของนักเรียน และ 5) นักเรียนมี ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาเทคโนโลยี สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (หรือตามผลจริงที่ได้) ชี้ให้เห็นว่าการพัฒนาทักษะ Soft Power มีส่วนส่งเสริมความเข้าใจในเนื้อหาวิชาการด้วยเช่นกัน

ข้อเสนอแนะจากการวิจัยคือ ครูผู้สอนควรนำรูปแบบนี้ไปปรับใช้เพื่อส่งเสริมทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 และผู้บริหารควรสนับสนุนการพัฒนา Soft Power ในการจัดการเรียนรู้ สำหรับการวิจัยครั้งต่อไป ควรขยายผลการศึกษาในกลุ่มตัวอย่างที่หลากหลายขึ้นและศึกษาผลกระทบในระยะยาว

คำสำคัญ: Soft Power, ครูผู้สอนเทคโนโลยี, ทักษะการสื่อสาร, ทักษะความเป็นผู้นำ, แรงจูงใจในการเรียนรู้, การวิจัยในชั้นเรียน.

หลักการและเหตุผล

หลักการและเหตุผล 

 


สภาพสังคมโลกในศตวรรษที่ 21 มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วอันเนื่องมาจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 (Industry 4.0) และการก้าวสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งส่งผลให้ทักษะที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพในอนาคตเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง การศึกษาจึงต้องปรับตัวเพื่อเตรียมความพร้อมให้กับผู้เรียนให้มี ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทักษะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการคิดเชิงคำนวณ (World Economic Forum, 2020; OECD, 2020) นอกจากทักษะทางเทคนิคแล้ว ทักษะด้านมนุษยสัมพันธ์ (Soft Skills) เช่น การสื่อสาร ความเป็นผู้นำ การทำงานร่วมกัน การคิดวิเคราะห์ และการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ได้กลายเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เพราะทักษะเหล่านี้เป็นรากฐานของการสร้าง Soft Power ซึ่งหมายถึงความสามารถในการดึงดูด โน้มน้าว และสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นคล้อยตามโดยไม่ใช้การบังคับหรือการใช้กำลัง (Nye, 2004) ทั้งนี้ Soft Power ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในระดับประเทศเท่านั้น แต่สามารถประยุกต์ใช้ได้ในบริบทของการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบทบาทของครูผู้สอนในการจัดการเรียนรู้ (Chen & Li, 2020)

วิชาเทคโนโลยี (วิทยาการคำนวณ) ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) มุ่งเน้นการพัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับแนวคิดเชิงคำนวณ การคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และการนำเทคโนโลยีไปใช้ในชีวิตประจำวันอย่างสร้างสรรค์และมีคุณธรรม (กระทรวงศึกษาธิการ, 2560) อย่างไรก็ตาม จากสภาพปัญหาที่ผู้วิจัย (ครูคชาพร บุญคุ้ม ครูผู้สอนวิชาวิทยาการคำนวณ โรงเรียนไตรภพวิทยา จังหวัดลำปาง) พบในการจัดการเรียนการสอนจริงกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 32 คน คือ นักเรียนบางส่วนยังขาด แรงจูงใจในการเรียนรู้ วิชาเทคโนโลยีอย่างแท้จริง โดยเฉพาะเมื่อต้องเผชิญกับเนื้อหาที่ซับซ้อนหรือเป็นนามธรรม นอกจากนี้ นักเรียนยังขาด ทักษะการสื่อสาร ที่มีประสิทธิภาพในการนำเสนอแนวคิดทางเทคโนโลยีหรือการแลกเปลี่ยนความรู้กับผู้อื่น และขาด ทักษะความเป็นผู้นำ ในการทำงานกลุ่มเพื่อสร้างสรรค์โครงงานเทคโนโลยี ซึ่งส่งผลต่อประสิทธิภาพของการเรียนรู้แบบร่วมมือและการสร้างสรรค์นวัตกรรมในชั้นเรียน (กรมวิชาการ, 2564; สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2565)

ปัญหาเหล่านี้บ่งชี้ถึงความจำเป็นในการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอนวิชาเทคโนโลยีที่ไม่เพียงแต่เน้นเนื้อหาทางวิชาการเท่านั้น แต่ยังต้องสามารถกระตุ้นแรงจูงใจและบ่มเพาะทักษะ Soft Skills ที่สำคัญ ได้แก่ ทักษะการสื่อสารและความเป็นผู้นำ ควบคู่กันไป การประยุกต์ใช้แนวคิด Soft Power ของครูผู้สอน จึงเป็นแนวทางที่น่าสนใจ ครูผู้สอนที่มี Soft Power จะสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้เรียน เกิดความผูกพันกับชั้นเรียน และมีทักษะในการสื่อสารที่น่าสนใจ สามารถจัดการชั้นเรียนเชิงบวก และสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้ (Miller & Davis, 2023) ซึ่งจะส่งผลให้ผู้เรียนเกิดแรงจูงใจภายในที่จะเรียนรู้และพัฒนาตนเอง และส่งเสริมให้ผู้เรียนกล้าที่จะแสดงออก กล้าที่จะเป็นผู้นำ และกล้าที่จะสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ (Wang, 2023; Rithdecho, 2024)

ดังนั้น การวิจัยครั้งนี้จึงมุ่งมั่นที่จะพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนเทคโนโลยีที่บูรณาการแนวคิด Soft Power ของครูผู้สอน เพื่อเสริมสร้างทักษะการสื่อสารและความเป็นผู้นำที่จำเป็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ซึ่งจะส่งผลต่อการเพิ่มแรงจูงใจในการเรียนรู้และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในภาพรวม การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียน (Classroom Action Research) ณ โรงเรียนไตรภพวิทยา อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง เพื่อให้ได้มาซึ่งรูปแบบการเรียนการสอนที่เหมาะสมกับบริบทของโรงเรียนและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงอย่างยั่งยืน

วัตถุประสงค์

วัตถุประสงค์ของการวิจัย

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลักดังนี้:

  1. เพื่อพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนเทคโนโลยีด้วยแนวคิด Soft Power เพื่อเสริมสร้างทักษะการสื่อสารและความเป็นผู้นำที่ส่งผลต่อแรงจูงใจในการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2

  2. เพื่อศึกษาผลการใช้รูปแบบการเรียนการสอนเทคโนโลยีด้วยแนวคิด Soft Power ที่พัฒนาขึ้น ในด้านการเสริมสร้างทักษะการสื่อสารของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2

  3. เพื่อศึกษาผลการใช้รูปแบบการเรียนการสอนเทคโนโลยีด้วยแนวคิด Soft Power ที่พัฒนาขึ้น ในด้านการเสริมสร้างทักษะความเป็นผู้นำของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2

  4. เพื่อศึกษาผลการใช้รูปแบบการเรียนการสอนเทคโนโลยีด้วยแนวคิด Soft Power ที่พัฒนาขึ้น ในด้านการเสริมสร้างแรงจูงใจในการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2

  5. เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาเทคโนโลยีของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หลังการใช้รูปแบบการเรียนการสอนเทคโนโลยีด้วยแนวคิด Soft Power ที่พัฒนาขึ้น

แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง

แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง

การวิจัยเรื่อง "การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนเทคโนโลยีด้วยแนวคิด Soft Power เพื่อเสริมสร้างทักษะการสื่อสารและความเป็นผู้นำที่ส่งผลต่อแรงจูงใจในการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนไตรภพวิทยา อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง" ได้บูรณาการแนวคิดและทฤษฎีที่สำคัญหลายประการ ซึ่งเป็นรากฐานในการออกแบบรูปแบบการเรียนการสอนและใช้เป็นกรอบในการวิเคราะห์ผลการวิจัย โดยมีรายละเอียดดังนี้


1. แนวคิดเกี่ยวกับ Soft Power

Soft Power ถูกนำเสนอโดย ศาสตราจารย์โจเซฟ เอส. นาย จูเนียร์ (Joseph S. Nye Jr.) นักรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เขาให้นิยาม Soft Power ว่าคือ "ความสามารถในการได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการผ่านการดึงดูด แทนที่จะเป็นการบีบบังคับหรือการจ่ายเงิน" (Nye, 2004, p. 5) แหล่งที่มาหลักของ Soft Power ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ วัฒนธรรม ที่ดึงดูดใจผู้อื่น ค่านิยมทางการเมือง ที่สอดคล้องกับอุดมคติสากล และ นโยบายต่างประเทศ ที่ชอบธรรมและถูกต้องตามกฎหมาย (Nye, 2004)

ในบริบทของการศึกษา Soft Power สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ในระดับโรงเรียนและห้องเรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบาทของครูผู้สอน (Chen & Li, 2020) Soft Power ของครูผู้สอน หมายถึงความสามารถของครูในการสร้างอิทธิพลเชิงบวกต่อผู้เรียนผ่านการสร้างแรงบันดาลใจ การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ การจัดการชั้นเรียนเชิงบวก และการสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่เอื้อเฟื้อ (Miller & Davis, 2023; Wang, 2023) Soft Power ของครูจะช่วยให้นักเรียนเกิดความกระตือรือร้น มีส่วนร่วม และมีทัศนคติที่ดีต่อการเรียนรู้ ซึ่งแตกต่างจากการใช้อำนาจแบบบังคับ (Hard Power) การวิจัยนี้จึงใช้แนวคิด Soft Power เป็นกรอบในการออกแบบกิจกรรมและบทบาทของครูเพื่อเสริมสร้างทักษะที่จำเป็นให้กับนักเรียน


2. แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับทักษะการสื่อสาร

ทักษะการสื่อสาร คือความสามารถในการรับส่งข้อมูล ความคิด ความรู้สึก และความเข้าใจระหว่างบุคคลหรือกลุ่มบุคคลได้อย่างมีประสิทธิภาพและถูกต้อง (Hall & Knott, 2021) ทักษะนี้ไม่ได้จำกัดเพียงการพูดและการฟังเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสื่อสารที่ไม่ใช้คำพูด (Non-verbal communication) และการสื่อสารผ่านสื่อต่าง ๆ (Peterson & Davies, 2020) ในบริบทการศึกษา ทักษะการสื่อสารมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเรียนรู้แบบร่วมมือ การนำเสนอผลงาน และการแลกเปลี่ยนความรู้ (Brown & White, 2022) โดยเฉพาะในวิชาเทคโนโลยีที่มักต้องมีการอธิบายแนวคิดที่ซับซ้อนและทำงานเป็นทีม

การวิจัยนี้เน้นการพัฒนาทักษะการสื่อสารของนักเรียนผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย เช่น การนำเสนอโครงงาน การอภิปราย และการใช้เทคโนโลยีเพื่อการสื่อสาร ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดที่ว่าทักษะการสื่อสารเป็นรากฐานของการสร้างอิทธิพลเชิงบวกของบุคคล (Soft Power) และเป็นทักษะสำคัญสำหรับศตวรรษที่ 21 (OECD, 2020)


3. แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับทักษะความเป็นผู้นำ

ทักษะความเป็นผู้นำ คือความสามารถในการชี้แนะ ชักจูง และสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นทำงานร่วมกันเพื่อบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ (Northouse, 2021) ในบริบทการศึกษา ภาวะผู้นำไม่ได้จำกัดอยู่เพียงบทบาทที่เป็นทางการ แต่รวมถึงความสามารถในการริเริ่มสร้างสรรค์ การแก้ไขปัญหา การทำงานเป็นทีม และการช่วยเหลือผู้อื่น (Yukl, 2013) การพัฒนาภาวะผู้นำในหมู่นักเรียนมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเตรียมความพร้อมสำหรับการใช้ชีวิตในสังคมและการทำงานในอนาคต (World Economic Forum, 2020)

การวิจัยนี้มุ่งเน้นการส่งเสริมทักษะความเป็นผู้นำของนักเรียนผ่านกิจกรรมกลุ่มที่ต้องมีการวางแผน การแบ่งบทบาท การตัดสินใจ และการแก้ไขปัญหาร่วมกัน ซึ่งเป็นการปลูกฝังคุณลักษณะของผู้นำที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจและนำพาทีมไปสู่ความสำเร็จ สอดคล้องกับแนวคิด Soft Power ที่เน้นการสร้างอิทธิพลเชิงบวกผ่านการนำทางและการเป็นแบบอย่าง


4. ทฤษฎีแรงจูงใจในการเรียนรู้

แรงจูงใจในการเรียนรู้ (Motivation in Learning) คือ กระบวนการภายในที่กระตุ้น ชี้นำ และคงไว้ซึ่งพฤติกรรมที่มุ่งไปสู่เป้าหมายการเรียนรู้ (Schunk et al., 2014) การวิจัยนี้ยึดหลักทฤษฎีสำคัญอย่าง ทฤษฎีการกำหนดตนเอง (Self-Determination Theory - SDT) ของ Deci และ Ryan (1985) ซึ่งเสนอว่ามนุษย์มีความต้องการพื้นฐาน 3 ประการที่หากได้รับการตอบสนองจะนำไปสู่แรงจูงใจภายใน (Intrinsic Motivation) ได้แก่:

  • ความเป็นอิสระ (Autonomy): ความรู้สึกว่าตนเองเป็นผู้ควบคุมการกระทำและทางเลือกของตนเอง

  • ความสามารถ (Competence): ความรู้สึกว่าตนเองมีความสามารถและมีประสิทธิภาพในการทำกิจกรรม

  • ความสัมพันธ์ (Relatedness): ความรู้สึกถึงการเชื่อมโยงกับผู้อื่น การได้รับการยอมรับ และเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม

การประยุกต์ใช้ Soft Power ของครูผู้สอนผ่านกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้นักเรียนได้เลือกแนวทาง การให้คำแนะนำที่สร้างความเชื่อมั่น และการสร้างบรรยากาศที่ส่งเสริมความร่วมมือ จะช่วยตอบสนองความต้องการพื้นฐานเหล่านี้ และเพิ่มแรงจูงใจภายในในการเรียนรู้เทคโนโลยีของนักเรียนได้อย่างยั่งยืน (Ryan & Deci, 2000)


5. แนวคิดการวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&D) และการวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียน (Classroom Action Research)

การวิจัยนี้ใช้รูปแบบ การวิจัยและพัฒนา (R&D) เพื่อสร้างและปรับปรุงรูปแบบการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพสูงสุด (Kemmis & McTaggart, 2007) โดยจะมีการดำเนินการเป็นวงจรต่อเนื่องตามหลักของ การวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียน (Classroom Action Research) ซึ่งประกอบด้วย การวางแผน (Plan) การปฏิบัติ (Act) การสังเกต (Observe) และการสะท้อนผล (Reflect) การวิจัยลักษณะนี้ช่วยให้ผู้วิจัยสามารถปรับปรุงรูปแบบการสอนได้อย่างทันท่วงทีและสอดคล้องกับบริบทของนักเรียนในชั้นเรียนจริง (Kemmis & McTaggart, 2007)

คำสำคัญ (Keywords)
คำสำคัญ (Keywords) Soft Power ครูผู้สอนเทคโนโลยี ทักษะการสื่อสาร ทักษะความเป็นผู้นำ แรงจูงใจในการเรียนรู้ การวิจัยในชั้นเรียน
วิธีการพัฒนา

1. การพัฒนาความเชี่ยวชาญด้าน AI เพื่อการศึกษา (AI for Education)

 


วิธีการนี้มุ่งเน้นการพัฒนาทักษะและความรู้ด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยเฉพาะการนำ AI มาประยุกต์ใช้ในบริบทของการเรียนการสอน คุณคชาพรสามารถพัฒนาได้ดังนี้:

  • เรียนรู้พื้นฐาน AI และ Machine Learning: ทำความเข้าใจหลักการทำงานของ AI ประเภทต่างๆ เช่น AI ทั่วไป (Generative AI) อย่าง ChatGPT, Gemini หรือ AI สำหรับวิเคราะห์ข้อมูล.

  • สำรวจเครื่องมือ AI สำหรับครู: ศึกษาและทดลองใช้แพลตฟอร์ม AI ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยงานครู เช่น การสร้างแผนการสอน การสร้างข้อสอบ การให้ Feedback นักเรียน หรือการวิเคราะห์ข้อมูลผลการเรียนรู้.

  • พัฒนาสื่อการสอนที่ขับเคลื่อนด้วย AI: สร้างบทเรียนหรือกิจกรรมที่ให้นักเรียนได้โต้ตอบกับ AI หรือใช้ AI เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ (เช่น การใช้ AI สร้างภาพประกอบสำหรับโครงงาน).

  • เรียนรู้ประเด็นด้านจริยธรรมของ AI: ทำความเข้าใจเรื่องการใช้ AI อย่างรับผิดชอบ ความเป็นส่วนตัวของข้อมูล และอคติที่อาจเกิดขึ้นจาก AI.

แหล่งพัฒนา: คอร์สออนไลน์ (Coursera, edX, FutureLearn, ThaiMOoc), Workshop หรือสัมมนาของสถาบันการศึกษาหรือองค์กรด้านเทคโนโลยี, ชุมชนออนไลน์ของครูผู้ใช้ AI.


 

2. การสร้างและนำเสนอเรื่องราวข้อมูล (Data Storytelling)

 


วิธีการนี้เน้นการพัฒนาทักษะในการสื่อสารข้อมูลที่ซับซ้อนให้เข้าใจง่ายและน่าสนใจ โดยเปลี่ยนข้อมูลให้เป็นเรื่องราว (Story) ซึ่งเป็น Soft Power ชนิดหนึ่งในการโน้มน้าวใจ:

  • เรียนรู้หลักการ Data Visualization: ทำความเข้าใจวิธีการเลือกใช้กราฟ แผนภูมิ หรือ Infographics ที่เหมาะสมในการนำเสนอข้อมูลประเภทต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพ.

  • ฝึกการเล่าเรื่องด้วยข้อมูล: พัฒนาทักษะการนำข้อมูลมาเล่าเป็นเรื่องราวที่มีจุดเริ่มต้น ปมปัญหา และข้อสรุปที่ชัดเจน เพื่อสร้างความน่าสนใจและสร้างผลกระทบต่อผู้ฟัง.

  • ใช้เครื่องมือ Data Storytelling: ฝึกใช้โปรแกรมหรือแพลตฟอร์มที่ช่วยในการสร้าง Data Visualization และ Infographics เช่น Canva, Piktochart, Tableau Public หรือ Google Data Studio.

  • ประยุกต์ใช้ในบริบทการศึกษา: นำเสนอข้อมูลผลการเรียนของนักเรียนให้ผู้ปกครองเข้าใจง่ายขึ้น หรือสอนให้นักเรียนนำเสนอข้อมูลโครงงานวิทยาการคำนวณอย่างน่าสนใจ.

แหล่งพัฒนา: คอร์สออนไลน์ด้าน Data Visualization, หนังสือเกี่ยวกับการนำเสนอข้อมูล, Workshop ด้าน Data Storytelling, ฝึกฝนจากการสร้างรายงานหรือนำเสนอข้อมูลในชั้นเรียน.


 

3. การปลูกฝังแนวคิดผู้ประกอบการเชิงเทคโนโลยี (Tech-Entrepreneurial Mindset) ในผู้เรียน

 


วิธีการนี้มุ่งเน้นการพัฒนาตัวเองในฐานะผู้ส่งเสริมแนวคิดและทักษะความเป็นผู้ประกอบการให้กับนักเรียน โดยใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ:

  • ศึกษาแนวคิด Design Thinking: ทำความเข้าใจกระบวนการคิดเชิงออกแบบเพื่อแก้ปัญหาและสร้างสรรค์นวัตกรรม (Empathize, Define, Ideate, Prototype, Test).

  • เรียนรู้พื้นฐานการทำธุรกิจเบื้องต้น: ทำความเข้าใจโมเดลธุรกิจง่ายๆ, การวิเคราะห์ความต้องการของตลาด, และการสร้างคุณค่า.

  • พัฒนาโปรเจกต์ที่เน้นการแก้ปัญหาจริง: ออกแบบกิจกรรมในวิชาเทคโนโลยีที่ให้นักเรียนได้ระบุปัญหาในชีวิตประจำวันหรือชุมชน แล้วใช้เทคโนโลยีสร้างสรรค์วิธีแก้ปัญหา.

  • ส่งเสริมทักษะการนำเสนอ (Pitching): สอนให้นักเรียนนำเสนอแนวคิดโครงงานหรือ "ผลิตภัณฑ์" ของตนเองให้ผู้อื่นเห็นคุณค่าและน่าสนใจ.

แหล่งพัฒนา: คอร์สออนไลน์ด้าน Entrepreneurship, หนังสือเกี่ยวกับ Startup และนวัตกรรม, สัมมนาหรือกิจกรรม Hackathon, การศึกษา Case Study ของผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จ.

การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติ

การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติ

 

ส่วนนี้จะอธิบายถึงวิธีการและสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลที่เก็บรวบรวมได้จากงานวิจัย "การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนเทคโนโลยีด้วยแนวคิด Soft Power เพื่อเสริมสร้างทักษะการสื่อสารและความเป็นผู้นำที่ส่งผลต่อแรงจูงใจในการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนไตรภพวิทยา อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง"


 

ลักษณะข้อมูล

 

ข้อมูลที่ใช้ในการวิจัยแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่:

  1. ข้อมูลเชิงปริมาณ (Quantitative Data): เป็นข้อมูลที่เป็นตัวเลข ได้มาจากการวัดหรือการนับ เช่น คะแนนแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คะแนนจากแบบสอบถามแรงจูงใจในการเรียนรู้ คะแนนจากแบบประเมินทักษะการสื่อสารและทักษะความเป็นผู้นำ

  2. ข้อมูลเชิงคุณภาพ (Qualitative Data): เป็นข้อมูลที่เป็นข้อความหรือพรรณนา ได้มาจากการสังเกต การสัมภาษณ์ หรือบันทึกภาคสนาม เพื่อทำความเข้าใจปรากฏการณ์เชิงลึก เช่น ข้อเสนอแนะจากผู้เชี่ยวชาญ ความคิดเห็นของนักเรียนต่อรูปแบบการสอน พฤติกรรมการเรียนรู้และปฏิสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นในชั้นเรียน


 

รูปแบบการวิเคราะห์ข้อมูล

 

การวิเคราะห์ข้อมูลจะดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย และประเภทของข้อมูลที่ได้:

  1. การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ:

    • สถิติพื้นฐาน (Descriptive Statistics): ใช้สำหรับบรรยายคุณลักษณะทั่วไปของข้อมูลและกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ค่าร้อยละ (Percentage) เพื่อแสดงสัดส่วน, ค่าเฉลี่ย (Mean) เพื่อแสดงค่ากลางของข้อมูล, และ ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) เพื่อแสดงการกระจายของข้อมูล

    • สถิติอนุมาน (Inferential Statistics): ใช้สำหรับการทดสอบสมมติฐาน และเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างกลุ่มหรือระหว่างก่อนและหลังการทดลอง ได้แก่ การทดสอบค่าทีแบบไม่อิสระ (Paired Samples t-test) เพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนทักษะการสื่อสาร ทักษะความเป็นผู้นำ แรงจูงใจในการเรียนรู้ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการใช้รูปแบบการเรียนการสอน

  2. การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ:

    • ใช้วิธี การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) โดยการรวบรวมข้อมูลจากแบบสัมภาษณ์ บันทึกภาคสนาม และแบบสังเกต นำมาถอดความ จัดหมวดหมู่ ค้นหาประเด็นสำคัญ รูปแบบ และความสัมพันธ์ของข้อมูล เพื่อสรุปผลและนำเสนอในเชิงพรรณนา


 

สถิติที่ใช้ในการวิจัย

 

วัตถุประสงค์การวิจัย

ประเภทข้อมูล

สถิติที่ใช้

1. เพื่อพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนเทคโนโลยีฯ (กระบวนการพัฒนาและคุณภาพของรูปแบบ)

เชิงคุณภาพ

การวิเคราะห์เนื้อหา (จากการสัมภาษณ์/ข้อเสนอแนะผู้เชี่ยวชาญ, บันทึกภาคสนาม)

2. เพื่อศึกษาผลการใช้รูปแบบฯ ในด้านการเสริมสร้างทักษะการสื่อสารของนักเรียน

เชิงปริมาณ

ค่าเฉลี่ย, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน, การทดสอบค่าทีแบบไม่อิสระ (Paired Samples t-test)

 

เชิงคุณภาพ

การวิเคราะห์เนื้อหา (จากการสังเกตพฤติกรรม, สัมภาษณ์)

3. เพื่อศึกษาผลการใช้รูปแบบฯ ในด้านการเสริมสร้างทักษะความเป็นผู้นำของนักเรียน

เชิงปริมาณ

ค่าเฉลี่ย, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน, การทดสอบค่าทีแบบไม่อิสระ (Paired Samples t-test)

 

เชิงคุณภาพ

การวิเคราะห์เนื้อหา (จากการสังเกตพฤติกรรม, สัมภาษณ์, การประเมินโดยเพื่อน)

4. เพื่อศึกษาผลการใช้รูปแบบฯ ในด้านการเสริมสร้างแรงจูงใจในการเรียนรู้ของนักเรียน

เชิงปริมาณ

ค่าเฉลี่ย, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน, การทดสอบค่าทีแบบไม่อิสระ (Paired Samples t-test)

 

เชิงคุณภาพ

การวิเคราะห์เนื้อหา (จากการสัมภาษณ์, บันทึกภาคสนาม)

5. เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาเทคโนโลยีของนักเรียนหลังการใช้รูปแบบฯ (เปรียบเทียบก่อนและหลังเรียน)

เชิงปริมาณ

ค่าเฉลี่ย, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน, การทดสอบค่าทีแบบไม่อิสระ (Paired Samples t-test)

ส่งออกไปยังชีต


 

รูปแบบและลักษณะการนำเสนอข้อมูลในรายงาน

 

  • ตาราง (Tables): ใช้สำหรับนำเสนอข้อมูลเชิงปริมาณที่สรุปผลด้วยสถิติต่าง ๆ เช่น ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการทดสอบ t-test โดยจะมีการระบุหมายเลขตาราง ชื่อตารางที่ชัดเจน และแหล่งที่มาของข้อมูล (ถ้ามี)

  • แผนภาพ/กราฟ (Figures/Graphs): อาจใช้ประกอบการนำเสนอข้อมูลเชิงปริมาณเพื่อแสดงแนวโน้มหรือการเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น

  • การบรรยาย (Narrative): ใช้สำหรับนำเสนอข้อมูลเชิงคุณภาพ โดยการพรรณนา อธิบาย และตีความผลการวิเคราะห์เนื้อหาที่ได้จากการสัมภาษณ์ การสังเกต และบันทึกภาคสนาม อาจมีการยกตัวอย่างคำพูดหรือพฤติกรรมที่สำคัญมาประกอบการอธิบาย


 

 

วิธีการใช้งาน
  • วิธีการใช้งานรูปแบบการเรียนการสอนเทคโนโลยีด้วยแนวคิด Soft Power ที่เราออกแบบไว้

  • วิธีการใช้งานเครื่องมือเก็บข้อมูล เช่น แบบบันทึกข้อมูล แบบสอบถาม

ประชากร(กลุ่มตัวอย่าง/กลุ่มเป้าหมาย)

ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง (Population and Sample)

 


การวิจัยครั้งนี้กำหนดประชากรและกลุ่มตัวอย่างดังนี้:

 

1. ประชากร (Population)

 

  • นักเรียน: นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนไตรภพวิทยา อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง ในภาคเรียนที่ [ระบุภาคเรียน] ปีการศึกษา [ระบุปีการศึกษา] จำนวน 32 คน

  • ครูผู้สอน: ครูผู้สอนวิชาเทคโนโลยี (วิทยาการคำนวณ) ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนไตรภพวิทยา อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง จำนวน 1 คน (คือ คุณคชาพร บุญคุ้ม ผู้วิจัย)

 

2. กลุ่มตัวอย่าง (Sample)

 

  • นักเรียน: นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนไตรภพวิทยา อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง ในภาคเรียนที่ [ระบุภาคเรียน] ปีการศึกษา [ระบุปีการศึกษา] จำนวน 32 คน ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกันกับประชากรนักเรียน โดยใช้วิธีการเลือกแบบ เจาะจง (Purposive Sampling) เนื่องจากเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักที่ผู้วิจัยต้องการพัฒนาและเป็นผู้ดำเนินการวิจัยในชั้นเรียนโดยตรง

  • ครูผู้สอน: ครูผู้สอนวิชาเทคโนโลยี (วิทยาการคำนวณ) ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนไตรภพวิทยา อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง จำนวน 1 คน (ผู้วิจัยเอง) โดยใช้วิธีการเลือกแบบ เจาะจง (Purposive Sampling) เช่นกัน

ผลที่เกิดจากผู้เรียน

ผลที่เกิดขึ้นกับผู้เรียน

 

จากการพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนเทคโนโลยีด้วยแนวคิด Soft Power และการนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนรู้ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนไตรภพวิทยา จะได้รับผลและประโยชน์ที่สำคัญดังนี้:


 

1. การพัฒนาทักษะ Soft Power ที่สำคัญ

 

  • ทักษะการสื่อสารที่ดีขึ้น: นักเรียนจะมีความมั่นใจในการแสดงความคิดเห็น การนำเสนอผลงาน และสามารถสื่อสารแนวคิดทางเทคโนโลยีที่ซับซ้อนให้ผู้อื่นเข้าใจได้ง่ายขึ้น ทั้งในรูปแบบวัจนภาษาและอวัจนภาษา รวมถึงการสื่อสารผ่านเครื่องมือดิจิทัล

  • ทักษะความเป็นผู้นำที่เด่นชัด: นักเรียนจะได้รับการบ่มเพาะให้มีคุณสมบัติของการเป็นผู้นำเชิงสร้างสรรค์ เช่น การริเริ่ม การวางแผน การตัดสินใจ การแก้ไขปัญหา และการทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในบริบทของการทำโครงงานเทคโนโลยี

  • การสร้างแรงบันดาลใจและอิทธิพลเชิงบวก: นักเรียนจะเข้าใจถึงพลังของ Soft Power ในการสร้างอิทธิพลและแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นคล้อยตาม ไม่ใช่ด้วยการบังคับ แต่ด้วยการเป็นแบบอย่างที่ดี การสื่อสารที่น่าสนใจ และการสร้างคุณค่า

 

2. แรงจูงใจในการเรียนรู้ที่เพิ่มขึ้น

 

  • ความกระตือรือร้นและความสนใจในวิชาเทคโนโลยี: นักเรียนจะมีทัศนคติที่ดีขึ้นต่อการเรียนวิชาเทคโนโลยี มองว่าเป็นเรื่องสนุก น่าสนใจ และเชื่อมโยงกับชีวิตจริง ทำให้เกิดความอยากรู้อยากเห็นและพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง

  • ความเชื่อมั่นในตนเอง (Self-Efficacy) สูงขึ้น: การได้ลงมือปฏิบัติ สร้างสรรค์ผลงาน และเห็นความสำเร็จจากรูปแบบการเรียนการสอน จะช่วยให้นักเรียนมีความเชื่อมั่นในความสามารถของตนเองในการเรียนรู้และแก้ปัญหาทางเทคโนโลยีมากขึ้น

  • การเรียนรู้เชิงรุกและยั่งยืน: นักเรียนจะได้รับการส่งเสริมแรงจูงใจภายใน ทำให้เกิดความต้องการที่จะเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้เรียนรู้เพียงเพื่อผลการสอบ แต่เพื่อความเข้าใจและความสามารถที่แท้จริง

 

3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ดีขึ้น

 

  • ความเข้าใจในเนื้อหาวิชาเทคโนโลยีเชิงลึก: การเรียนรู้ที่เน้นการปฏิบัติ การแก้ปัญหา และการสื่อสาร จะช่วยให้นักเรียนมีความเข้าใจในแนวคิดและหลักการของวิทยาการคำนวณ ตลอดจนการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีได้อย่างลึกซึ้งและเป็นระบบมากขึ้น

  • คะแนนและผลการประเมินที่สูงขึ้น: เมื่อนักเรียนมีทักษะ Soft Power ที่แข็งแกร่ง มีแรงจูงใจในการเรียนรู้ และมีความเข้าใจในเนื้อหาที่ดีขึ้น ย่อมส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในวิชาเทคโนโลยีสูงขึ้นตามไปด้วย

 

4. การเตรียมพร้อมสำหรับทักษะแห่งอนาคต

 

  • การเป็นพลเมืองดิจิทัลที่มีคุณภาพ: นักเรียนจะได้รับการบ่มเพาะให้ใช้เทคโนโลยีอย่างรับผิดชอบ มีจริยธรรม และสามารถสร้างคุณค่าให้กับสังคมได้

  • รากฐานสู่การเรียนรู้และอาชีพในอนาคต: ทักษะ Soft Power ที่ได้รับการพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสาร การทำงานเป็นทีม การเป็นผู้นำ และความคิดสร้างสรรค์ ล้วนเป็นทักษะสำคัญที่ตลาดแรงงานในศตวรรษที่ 21 ต้องการ ซึ่งจะเป็นรากฐานที่ดีสำหรับการศึกษาต่อและการประกอบอาชีพในอนาคต

การรับรองและรางวัล

อยู่ระว่างการพัฒนา

การเผยแพร่

การเผยแพร่ (Dissemination)

 


การเผยแพร่ผลงานวิจัยถือเป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยให้องค์ความรู้ที่ได้จากการวิจัยไม่จำกัดอยู่เพียงภายในห้องเรียนหรือโรงเรียน แต่ยังสามารถเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการศึกษาในวงกว้างขึ้นได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำไปประยุกต์ใช้ในบริบทที่คล้ายคลึงกัน หรือเป็นแนวทางในการทำวิจัยและพัฒนานวัตกรรมต่อไป การวิจัยครั้งนี้มีแนวทางการเผยแพร่ดังนี้:

 

1. การเผยแพร่ภายในสถานศึกษา

 

  • นำเสนอต่อผู้บริหารและคณะครู: จัดประชุมนำเสนอผลการวิจัยฉบับสมบูรณ์ต่อผู้บริหารโรงเรียนไตรภพวิทยา และคณะครูผู้สอนทุกท่าน เพื่อให้รับทราบถึงรูปแบบการเรียนการสอนที่พัฒนาขึ้น ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับนักเรียน และประโยชน์ที่ได้รับจากการประยุกต์ใช้ Soft Power ในการจัดการเรียนรู้

  • จัดทำคู่มือหรือเอกสารเผยแพร่ภายใน: สรุปรูปแบบการเรียนการสอนเทคโนโลยีด้วยแนวคิด Soft Power ที่พัฒนาขึ้นในรูปแบบของคู่มือ หรือเอกสารฉบับย่อ ที่เข้าใจง่าย เพื่อให้ครูผู้สอนท่านอื่นสามารถนำไปศึกษาและประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนรู้ของตนเองได้

  • จัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Professional Learning Community: PLC): ผู้วิจัยจะนำเสนอแนวปฏิบัติที่ดี (Best Practices) และประสบการณ์จากการทำวิจัยในชั้นเรียนในวง PLC ของโรงเรียน เพื่อเปิดโอกาสให้ครูได้ซักถาม แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และร่วมกันหาแนวทางในการนำ Soft Power ไปใช้ในวิชาอื่น ๆ

 

2. การเผยแพร่สู่ภายนอกสถานศึกษา

 

  • นำเสนอในเวทีวิชาการ: นำเสนอผลงานวิจัยในการประชุมวิชาการระดับท้องถิ่น ระดับภูมิภาค หรือระดับชาติที่จัดโดยหน่วยงานทางการศึกษา เช่น สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มหาวิทยาลัย หรือสมาคมวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาและเทคโนโลยี เพื่อเผยแพร่แนวคิดและรูปแบบที่เป็นประโยชน์

  • ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ: พิจารณาส่งบทความวิจัยที่สรุปผลและกระบวนการสำคัญของงานวิจัยนี้เพื่อตีพิมพ์ในวารสารวิชาการทางการศึกษา หรือวารสารที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและการจัดการเรียนรู้ ซึ่งจะช่วยให้งานวิจัยได้รับการตรวจสอบจากผู้ทรงคุณวุฒิและเข้าถึงกลุ่มนักวิชาการในวงกว้าง

  • เผยแพร่ผ่านช่องทางออนไลน์: อัปโหลดรายงานวิจัยฉบับเต็มหรือบทคัดย่อขึ้นบนเว็บไซต์ของโรงเรียน (หากมี) หรือแพลตฟอร์มเผยแพร่งานวิชาการออนไลน์ (เช่น ThaiJo, ResearchGate, Google Scholar) เพื่อให้นักการศึกษา ผู้ที่สนใจ หรือผู้ปกครองสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างสะดวก

  • นำเสนอต่อหน่วยงานต้นสังกัด: รายงานผลการวิจัยต่อสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน เพื่อประกอบการพิจารณาในการพัฒนาหลักสูตร นโยบาย หรือแนวทางการสนับสนุนการจัดการเรียนรู้ในโรงเรียนเอกชนต่อไป

การอ้างอิง

การอ้างอิง 

 


การอ้างอิงในงานวิจัยฉบับนี้ดำเนินการตาม รูปแบบการอ้างอิงของสมาคมจิตวิทยาอเมริกัน (American Psychological Association: APA) ฉบับที่ 7 (7th Edition) ซึ่งเป็นรูปแบบที่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายในวงวิชาการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาขาการศึกษา สังคมศาสตร์ และพฤติกรรมศาสตร์

 

1. หลักการอ้างอิงในเนื้อหา (In-text Citations)

 

การอ้างอิงในเนื้อหาจะระบุชื่อผู้แต่งและปีที่พิมพ์ไว้ในวงเล็บ โดยมีรูปแบบหลัก ๆ ดังนี้:

  • กรณีระบุชื่อผู้แต่งในเนื้อหา: ตามที่ Nye (2004) กล่าวไว้...

  • กรณีไม่ระบุชื่อผู้แต่งในเนื้อหา: ...ซึ่งเป็นแนวคิดสำคัญใน Soft Power (Nye, 2004).

  • กรณีผู้แต่ง 2 คน: ...โดยเน้นทักษะการสื่อสาร (Garcia & Smith, 2020).

  • กรณีผู้แต่ง 3 คนขึ้นไป: ...แสดงให้เห็นถึงการพัฒนาทักษะ (Schunk et al., 2014).

  • กรณีอ้างอิงจากหน่วยงาน/องค์กร: ...ตามที่สภาการศึกษาระบุ (สภาการศึกษา, 2561).

  • กรณีอ้างอิงจากบทที่ 2 (ซึ่งได้อ้างอิงไปแล้ว): อ้างอิงแหล่งที่มาและปีที่พิมพ์ เช่น (กระทรวงศึกษาธิการ, 2560)

 

2. หลักการเขียนบรรณานุกรม (Reference List)

 

รายการบรรณานุกรมจะปรากฏในส่วนท้ายของรายงานวิจัย โดยเรียงลำดับตามตัวอักษรของชื่อผู้แต่งคนแรก (นามสกุล) โดยมีรูปแบบดังนี้:

  • หนังสือ: นามสกุล, อักษรย่อชื่อแรก. (ปีที่พิมพ์). ชื่อหนังสือ (ตัวเอียง). สำนักพิมพ์. ตัวอย่าง: Nye, J. S., Jr. (2004). Soft Power: The Means to Success in World Politics. PublicAffairs.

  • บทความในวารสารวิชาการ: นามสกุล, อักษรย่อชื่อแรก. (ปีที่พิมพ์). ชื่อบทความ. ชื่อวารสาร (ตัวเอียง), เล่มที่ (ฉบับที่), เลขหน้า. ตัวอย่าง: Lee, J., & Park, M. (2021). The rise of South Korea's soft power: A global cultural phenomenon. Journal of Asian Studies, 80(2), 345-367.

  • บทความในหนังสือ (ที่รวบรวมบทความ): นามสกุล, อักษรย่อชื่อแรก. (ปีที่พิมพ์). ชื่อบทความ. ใน อักษรย่อชื่อแรก นามสกุล (บรรณาธิการ), ชื่อหนังสือ (ตัวเอียง) (น. เลขหน้า). สำนักพิมพ์. ตัวอย่าง: VanLehn, K. (2011). The phenomenon of learning. In R. K. Sawyer (Ed.), Cambridge handbook of the learning sciences (2nd ed., pp. 62-84). Cambridge University Press.

  • เอกสารจากหน่วยงานราชการหรือองค์กร (ออนไลน์): ชื่อหน่วยงาน. (ปีที่พิมพ์). ชื่อเอกสาร (ตัวเอียง). URL. ตัวอย่าง: OECD. (2020). The Future of Education and Skills 2030: Learning Compass 2030. https://www.oecd.org/education/2030-project/learning-compass-2030/OECD_Learning_Compass_2030_Concept_Note_2018.pdf ตัวอย่าง (ภาษาไทย): กระทรวงศึกษาธิการ. (2560). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. [หากมีลิงก์ควรระบุ].

 

3. แหล่งข้อมูลที่ใช้อ้างอิง

 

รายการบรรณานุกรมที่ปรากฏในงานวิจัยนี้ครอบคลุมทั้งหนังสือ บทความจากวารสารวิชาการ รายงานการวิจัยจากหน่วยงานทางการศึกษาทั้งในและต่างประเทศ โดยเน้นแหล่งข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือและทันสมัยในช่วง 5 ปีล่าสุด (พ.ศ. 2563-2568 หรือ ค.ศ. 2020-2025) ตามที่ได้นำเสนอในส่วนของบรรณานุกรมและบทที่ 2 ของงานวิจัยฉบับนี้

ลิขสิทธิ์และการอนุญาตใช้งาน

ลิขสิทธิ์และการอนุญาตใช้งาน

 


เอกสารงานวิจัยนี้เป็นผลงานทางวิชาการที่จัดทำขึ้นโดย [ระบุชื่อผู้วิจัย/คุณคชาพร บุญคุ้ม] เพื่อวัตถุประสงค์ทางการศึกษาและการพัฒนาคุณภาพการศึกษาภายในโรงเรียนไตรภพวิทยา จังหวัดลำปาง และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน

 

1. ลิขสิทธิ์ (Copyright)

 

  • ลิขสิทธิ์ ในงานวิจัยฉบับนี้ รวมถึงเนื้อหา รูปแบบการนำเสนอ ข้อมูลที่เก็บรวบรวม และผลการวิเคราะห์ทั้งหมด เป็นของ [ระบุชื่อผู้วิจัย/คุณคชาพร บุญคุ้ม]

  • การทำซ้ำ ดัดแปลง เผยแพร่ หรือนำส่วนใดส่วนหนึ่งของงานวิจัยนี้ไปใช้เพื่อประโยชน์ทางการค้า หรือเพื่อวัตถุประสงค์อื่นใดที่นอกเหนือจากการศึกษาและอ้างอิงทางวิชาการ ต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้วิจัย เว้นแต่จะระบุไว้เป็นอย่างอื่น

 

2. การอนุญาตใช้งาน (Licensing)

 

เพื่อให้งานวิจัยนี้เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการศึกษาในวงกว้าง ผู้วิจัยยินดีที่จะอนุญาตให้ใช้งานภายใต้เงื่อนไขดังต่อไปนี้:

  • การใช้งานเพื่อวัตถุประสงค์ทางการศึกษาและวิชาการ: บุคคลหรือหน่วยงานทางการศึกษาสามารถอ้างอิง ศึกษา หรือนำแนวคิดและรูปแบบจากงานวิจัยนี้ไปปรับใช้เพื่อวัตถุประสงค์ที่ไม่ใช่เชิงพาณิชย์ และเพื่อประโยชน์ในการพัฒนาการเรียนการสอน หรือการทำวิจัยในชั้นเรียนของตนเองได้ โดยต้องอ้างอิงแหล่งที่มาของงานวิจัยอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ (APA Style)

  • การเผยแพร่: อนุญาตให้เผยแพร่งานวิจัยฉบับเต็มหรือบทคัดย่อในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์หรือสิ่งพิมพ์ เพื่อวัตถุประสงค์ทางการศึกษาและไม่แสวงหาผลกำไร โดยต้องคงไว้ซึ่งชื่อผู้วิจัยและข้อมูลลิขสิทธิ์อย่างครบถ้วน

  • การดัดแปลงและต่อยอด: การนำแนวคิดหรือรูปแบบที่ได้จากงานวิจัยนี้ไปดัดแปลงหรือต่อยอดเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมทางการศึกษาใหม่ ๆ เป็นสิ่งที่พึงส่งเสริม อย่างไรก็ตาม การดัดแปลงหรือเผยแพร่ผลงานต่อยอดดังกล่าว ควรมีการระบุว่างานเหล่านั้นมีพื้นฐานมาจากงานวิจัยฉบับนี้ และควรให้เครดิตแก่ผู้วิจัยเดิม

  • ข้อจำกัด: ห้ามมิให้มีการจำหน่าย ทำซ้ำเพื่อการค้า หรือนำงานวิจัยนี้ไปใช้ในลักษณะที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงหรือวัตถุประสงค์ของผู้วิจัยและสถาบัน

ทั้งนี้ ผู้วิจัยขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการอนุญาตใช้งานในอนาคต หากมีเหตุผลอันสมควร

การต่อยอดและพัฒนา

การต่อยอดและพัฒนา

 

งานวิจัย "การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนเทคโนโลยีด้วยแนวคิด Soft Power เพื่อเสริมสร้างทักษะการสื่อสารและความเป็นผู้นำที่ส่งผลต่อแรงจูงใจในการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2" นี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการยกระดับคุณภาพการศึกษาในวิชาเทคโนโลยี การนำผลการวิจัยไปใช้และต่อยอดอย่างเป็นระบบจะช่วยให้เกิดประโยชน์สูงสุด และสร้างผลกระทบในวงกว้างขึ้น ทั้งในระดับโรงเรียนและระดับการศึกษาที่ใหญ่ขึ้นได้


 

1. การต่อยอดภายในสถานศึกษา (โรงเรียนไตรภพวิทยา)

 

  • ขยายผลสู่ระดับชั้นอื่น: รูปแบบการเรียนการสอนที่พัฒนาขึ้นสามารถนำไปปรับใช้และทดลองกับนักเรียนในระดับชั้นอื่น ๆ ของโรงเรียนไตรภพวิทยา (เช่น ประถมศึกษาปีที่ 1 ถึง มัธยมศึกษาปีที่ 3) ซึ่งคุณคชาพรเป็นผู้สอน เพื่อดูว่า Soft Power ของครูสามารถส่งผลต่อการพัฒนาทักษะและการจูงใจในกลุ่มวัยที่แตกต่างกันได้อย่างไร การปรับให้เข้ากับพัฒนาการของเด็กแต่ละช่วงวัยจะเป็นกุญแจสำคัญ

  • บูรณาการ Soft Power ในวิชาอื่น: สนับสนุนให้ครูในกลุ่มสาระวิชาอื่น ๆ นำแนวคิดและหลักการของ Soft Power ของครูไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนรู้ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและพัฒนาทักษะที่จำเป็นให้กับนักเรียนในภาพรวมของโรงเรียน

  • สร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ของครู: จัดตั้งกลุ่มแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Professional Learning Community: PLC) ภายในโรงเรียน เพื่อให้ครูได้แบ่งปันประสบการณ์ แนวปฏิบัติที่ดี และปัญหาที่พบจากการนำแนวคิด Soft Power ไปใช้ในการสอน ซึ่งจะช่วยให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

  • พัฒนานักเรียนแกนนำ (Student Leaders): ส่งเสริมบทบาทของนักเรียนที่มีทักษะการสื่อสารและความเป็นผู้นำที่ดี ให้เป็นนักเรียนแกนนำที่สามารถช่วยเหลือนักเรียนคนอื่น ๆ หรือเป็นผู้จัดกิจกรรมที่สร้างสรรค์ในโรงเรียน ซึ่งเป็นการต่อยอด Soft Power ของนักเรียนให้เป็นประโยชน์ต่อชุมชนโรงเรียน


 

2. การพัฒนาสู่ระดับเครือข่ายและหน่วยงานภายนอก

 

  • เผยแพร่ผลงานวิจัย: นำเสนอผลงานวิจัยในเวทีวิชาการต่าง ๆ ทั้งในระดับจังหวัด ภูมิภาค หรือระดับชาติ เช่น การประชุมวิชาการของคุรุสภา สพฐ. หรือสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน เพื่อแบ่งปันความรู้และเป็นแนวทางให้กับครูและโรงเรียนอื่น ๆ ที่สนใจ

  • สร้างเครือข่ายความร่วมมือ: ประสานงานกับโรงเรียนในจังหวัดลำปางหรือจังหวัดใกล้เคียง รวมถึงสถาบันอุดมศึกษาที่สนใจด้านการศึกษาและเทคโนโลยี เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการวิจัยและพัฒนา หรือการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อเผยแพร่รูปแบบการเรียนการสอนที่พัฒนาขึ้น

  • พัฒนาเป็นคู่มือหรือหลักสูตรอบรม: สังเคราะห์รูปแบบการเรียนการสอนและเทคนิคที่ใช้ Soft Power ของครูให้เป็นคู่มือฉบับสมบูรณ์ หรือพัฒนาเป็นหลักสูตรการอบรมสำหรับครูผู้สอนวิชาเทคโนโลยีและวิชาอื่น ๆ เพื่อให้ง่ายต่อการนำไปประยุกต์ใช้และขยายผลในวงกว้าง

  • วิจัยและพัฒนาต่อเนื่อง: ดำเนินการวิจัยในระยะยาวเพื่อติดตามผลกระทบของรูปแบบการเรียนการสอนต่อการพัฒนา Soft Power ของนักเรียนอย่างยั่งยืน รวมถึงศึกษาปัจจัยอื่น ๆ ที่อาจส่งผลต่อประสิทธิภาพของรูปแบบ หรือปรับรูปแบบให้เข้ากับเทคโนโลยีและแนวโน้มการศึกษาที่เปลี่ยนแปลงไปในอนาคต

การเขียนอ้างอิงข้อมูลจากเว็บไซต์
นาง.คชาพร บุญคุ้ม, https://www.lpeduinno.org. 2568. แหล่งที่มา : https://www.lpeduinno.org/ShowInno.php?id=6I78Z00000000095 ค้นเมื่อ 31 พฤษภาคม, 2569.


ความคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ